การสำรวจ โนนแท่นพระ โดย สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 7 ขอนแก่น เมื่อ พ.ศ. 2545

การสำรวจ โนนแท่นพระ โดย สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 7 ขอนแก่น เมื่อ พ.ศ. 2545

ประวัติโบราณสถานหรือข้อมูลแหล่ง

• ที่ตั้งและการเดินทาง แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลเพ็กใหญ่ อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น บริเวณเส้นรุ้ง (Latitude)ที่ 150 49’ 34’’ เหนือ และเส้นแวง(Longitude)ที่ 1020 33’ 48’’ ตะวันออก หรือที่พิกัดกริด UTM 48 PTC 389 511 (กรมแผนที่ทหาร 2528) การเดินทางเข้าสู่แหล่งโบราณคดีและโบราณสถานแห่งนี้เริ่มต้นจากจังหวัดขอนแก่น ไปทางทิศใต้ตามทางหลวงแผ่นดินสายประธาน หมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) จนถึงอำเภอพล เป็นระยะทางราว 60 กิโลเมตร เมื่อถึงอำเภอพลเลี้ยวซ้ายบริเวณแยกหน้าโรงพยาบาลพล แล้วเดินทางไปตามทางหลวงจังหวัด หมายเลข 2065 ประมาณ 3.5 กิโลเมตร ถึงบ้านเพ็กใหญ่ แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนระหว่างหมู่บ้านซึ่งเชื่อมระหว่างบ้านเพ็กใหญ่กับบ้านยานาง เป็นระยะทางราว 1.5 กิโลเมตร จะพบป้ายทางเข้าสำนักสงฆ์โนนแท่นพระอยู่ทางด้านขวามือ รวมระยะทางจากจังหวัดขอนแก่นถึงที่ตั้งโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ประมาณ 65 กิโลเมตร ทั้งนี้สภาพถนนเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นถนนราดยางสลับกับถนนคอนกรีต
• ประวัติการศึกษา สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 7 ขอนแก่น ได้รับการประสานด้วยวาจาเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2545 จากคณะบุคคลในพื้นที่ตำบลเพ็กใหญ่ ประกอบด้วยนายสุพิศม์ สมศรี อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสหราชอนุกูล ตำบลหัวทุ่ง อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น นายยงยุทธ์ สืบเนียม อาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านเพ็กใหญ่และสระบัว ตำบลเพ็กใหญ่ อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น และนายวิชาญ มหาราช กรรมการบริหาร องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)เพ็กใหญ่ เพื่อตรวจสอบโบราณสถานและโบราณวัตถุที่พบในพื้นที่ตำบลเพ็กใหญ่ ดังนั้น สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 7 ขอนแก่น จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ประกอบด้วย นายกรกฎ บุญลพ (นักโบราณคดี 4) นางสาวสุรีรัตน์ บุบผา (นักโบราณคดี 3) นางสาวอัญชลี มหาแสน (นักศึกษาฝึกปฏิบัติงาน สาขาวิชาประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) และนายสุธน คุณมาศ (พนักงานขับรถยนต์) ไปดำเนินการตรวจสอบโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีดังกล่าวในเบื้องต้น โดยทำการตรวจสอบร่วมกับ เจ้าหน้าที่จาก อบต.เพ็กใหญ่และกลุ่มประชาคมตำบลเพ็กใหญ่ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2545

ที่มาของข้อมูล
ลักษณะทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม หรือสภาพแหล่ง

• หลักฐานทางโบราณคดี โบราณสถาน จากการตรวจสอบบริเวณที่ตั้งโบราณสถานปรากฏพบชิ้นส่วนอันเป็นองค์ประกอบของโครงสร้างโบราณสถานที่ก่อสร้างด้วยหินดังนี้

1) ทับหลัง ทำด้วยหินทรายสีขาว ขนาด กว้าง 52 เซนติเมตร ยาว 1.3 เมตร หนา 16 เซนติเมตร มีลักษณะเป็นทับหลังประดับ ปรากฏร่องรอยการสลักลวดลายโดยการแบ่งพื้นที่ของทับหลังเป็นสองส่วนคร่าวๆ ทั้งนี้ลวดลายภาพสลักดังกล่าวมีลักษณะลบเลือนไม่ชัดเจนนัก อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาพบว่าภาพสลักมีลักษณะคล้ายภาพหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยซึ่งแบ่งพื้นที่ของทับหลังออกเป็นสองส่วน โดยพื้นที่ครึ่งล่างเป็นลายอุบะหรือพวงมาลัย ขณะที่พื้นที่ครึ่งบนมีลักษณะคล้ายลายใบไม้ ส่วนพื้นที่ตรงกลางของทับหลังเป็นภาพหน้ากาลซึ่งใช้มือยึดท่อนพวงมาลัยเหนือหน้ากาลมีลักษณะคล้ายภาพบุคคล (ภาพที่ 5)

2) เสาประดับกรอบประตู ทำด้วยหินทรายสีขาว พบอยู่ตามจุดต่างๆโดยรอบเนินโบราณสถานจำนวน 4 ต้น โดยมีขนาดแตกต่างกันดังนี้ -ชิ้นส่วนเสาประดับกรอบประตูชิ้นที่ 1 ขนาด กว้าง 18 เซนติเมตร สูง 66 เซนติเมตร -ชิ้นส่วนเสาประดับกรอบประตูชิ้นที่ 2 ขนาด กว้าง 18 เซนติเมตร สูง 48 เซนติเมตร -ชิ้นส่วนเสาประดับกรอบประตูชิ้นที่ 3 ขนาด กว้าง 19 เซนติเมตร สูง 61 เซนติเมตร -ชิ้นส่วนเสาประดับกรอบประตูชิ้นที่ 4 ขนาด กว้าง 18 เซนติเมตร สูง 20 เซนติเมตร ชิ้นส่วนเสาประดับกรอบประตูดังกล่าวมีลักษณะเป็นเสาประดับกรอบประตูรูปทรง 8 เหลี่ยม สลักเป็นลวดลายลูกประคำสลับกับวงแหวนคั่นเป็นแถวเรียวในแนวดิ่ง (ภาพที่ 6)

3) ชิ้นส่วนกรอบประตูด้านล่าง (ธรณีประตู) ทำด้วยหินทรายสีขาว ขนาด กว้าง 65 เซนติเมตร ยาว 1.0 เมตร หนา 14 เซนติเมตร (ภาพที่ 7)

4) ชิ้นส่วนแท่นศิลาฤกษ์ ทำด้วยหินทรายสีขาว มีลักษณะเป็นแท่นหินรูปทรงสี่เหลี่ยม ขนาดกว้าง 23 เซนติเมตร ยาว 48 เซนติเมตร สูง 24 เซนติเมตร ด้านบนสลักเป็นร่องลึกขนาดเล็กรูปทรงสี่เหลี่ยม และบางส่วนสลักเป็นร่องรูปทรงคล้ายดอกไม้ (ภาพที่ 8)

5) แท่นประดิษฐานประติมากรรม ทำด้วยหินทรายสีขาว มีลักษณะเป็นแท่นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด กว้าง x ยาว 50 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร ส่วนฐานมีลักษณะเป็นบัวคว่ำคั่นด้วยหน้ากระดานท้องไม้รองรับส่วนบนที่มีลักษณะเป็นบัวหงาย ด้านบนเซาะเป็นรูรูปทรงกลมลึกลงไปเบื้องล่าง รูดังกล่าวคงเป็นส่วนที่รองรับส่วนเดือยของประติมากรรม ร่องดังกล่าวมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 18 เซนติเมตร (ภาพที่ 9)

6) ชิ้นส่วนบัวประดับยอดปราสาท ทำด้วยหินทรายสีขาว ขนาดเส้นรอบวง 1.90 เมตร

7) ชิ้นส่วนบราลี ทำด้วยหินทรายสีขาว ขนาดสูง 29 เซนติเมตร

นอกเหนือจากชิ้นส่วนโครงสร้างของอาคารโบราณสถานที่ทำด้วยหินทรายดังกล่าวแล้ว พื้นที่โดยรอบเนินโบราณสถานโนนแท่นพระยังปรากฎชิ้นส่วนศิลาแลง ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างโบราณสถาน ตกกระจายอยู่ทั่วไป (ภาพที่ 4) โบราณวัตถุ โบราณวัตถุที่จะกล่าวถึงในที่นี้ประกอบด้วยโบราณวัตถุทั้งที่พบในบริเวณที่ตั้งโบราณสถานโนนแท่นพระและที่พบในพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบโบราณสถาน อย่างไรก็ตามในการกล่าวถึงรายละเอียดของโบราณวัตถุจักได้จำแนกเป็นกลุ่มตามสถานที่เก็บรักษา ดังนี้

-โบราณวัตถุที่พบในบริเวณที่ตั้งโบราณสถานโนนแท่นพระ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาชนิดเนื้อเครื่องดิน พบกระจายอยู่บนพื้นผิวดินบริเวณที่ตั้งเนินโบราณสถานโนนแท่นพระ
-โบราณวัตถุที่เก็บไว้ ณ สำนักสงฆ์โนนแท่นพระ

1) ชิ้นส่วนแท่งหินบด ทำด้วยหินสีเขียว (อาจจะเป็นหินทรายชนิด Green Sandstone หรืออาจจะเป็นหินแอนดีไซท์ [Andesite]) ขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร ยาว 14 เซนติเมตร มีลักษณะเป็นแท่งหินรูปทรงกระบอก (ภาพที่ 10)

2) ชิ้นส่วนแท่งหินบด ทำด้วยหินสีเขียว (อาจจะเป็นหินทรายชนิด Green Sandstone หรืออาจจะเป็นหินแอนดีไซท์ [Andesite]) ขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 4.5 เซนติเมตร ยาว 10 เซนติเมตร มีลักษณะเป็นแท่งหินรูปทรงกระบอก (ภาพที่ 11)

3) ชิ้นส่วนแท่นหินบด ทำด้วยหินทรายสีแดง มีลักษณะเป็นวัตถุรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายใบเสมา รองรับด้วยฐานรูปทรงสี่เหลี่ยม ส่วนแผ่นหินบดยาด้านบนมีร่องรอยสึกกร่อนเป็นร่องลึกซึ่งน่าจะเป็นการสึกกร่อนที่เกิดจากการใช้งาน นอกจากนั้นบริเวณด้านล่างของแท่นหินบดยังปรากฏการสลักลวดลายตกแต่งโดยรอบ (ภาพที่ 12-13)

4) ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาชนิดเนื้อแกร่ง ประกอบด้วยชิ้นส่วนฐาน ชิ้นส่วนขอบปาก ชิ้นส่วนไหล่และคอ ตลอดจนชิ้นส่วนของลำตัวภาชนะ ซึ่งมีการตกแต่งผิวนอกด้วยการเคลือบสีน้ำตาลไหม้หรือสีน้ำตาลเข้ม นอกจากนั้นชิ้นส่วนภาชนะส่วนไหล่และฐานบางชิ้นยังปรากฏการตกแต่งผิวด้วยการขูดขีดเป็นลวดลายคดโค้งร่วมกับการเคลือบน้ำเคลือบ(ภาพที่ 14)

5) ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาชนิดเนื้อเครื่องดิน เป็นชิ้นส่วนภาชนะดินเผาทั้งส่วนลำตัว ส่วนขอบปาก และบางชิ้นที่มีขนาดใหญ่ก็แสดงให้เห็นรูปทรงของภาชนะว่าเปป็นภาชนะดินเผาทรงกลม โดยส่วนใหญ่เป็นภาชนะดินเผาที่มีผิวเรียบสีน้ำตาลอ่อน เนื้อของภาชนะมีส่วนผสมของเม็ดทรายค่อนข้างมาก (ภาพที่ 15)

6)ชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ พบโดยบังเอิญจากการใช้เครื่องจักรกลขุดคลองส่งน้ำเพื่อการชลประทานบริเวณใกล้ๆที่ตั้งโบราณสถานโนนแท่นพระ ชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ที่พบประกอบด้วยชิ้นส่วนฟันและกระดูกท่อนยาวหรือกระดูกระยาง (Long bones)

7)ชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ พบโดยบังเอิญจากการใช้เครื่องจักรกลขุดลอกคลองส่งน้ำเพะอการชลประทานเช่นเดียวกัน โดยประกอบด้วยชิ้นส่วนกระดูกส่วนต่างๆ (ภาพที่ 16)เช่น กะโหลกศีรษะส่วน Cranial cap และขากรรไกรล่าง กระดูกปลายแขนทั้งส่วน Radius กระดูกไหปลาร้า กระดูกต้นขา กระดูกปลายขาส่วน Tibia กระดูกสะโพก ฟัน

-โบราณวัตถุที่เก็บไว้ ณ โรงเรียนบ้านยานาง ต.เพ็กใหญ่ อ.พล จ.ขอนแก่น
1)แท่นหินจุนเจิม ทำด้วยหินทราย มีลักษณะเป็นทรงกลมมีฐาน ลักษณะคล้ายพาน(ภาพที่ 17) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางด้านบน 21 เซนติเมตร และพื้นผิวส่วนด้านบนมีการสลักลวดลายประดับ (ภาพที่ 18)
2)วัตถุหินทราย รูปทรงคล้ายดอกไม้ ขนาด 12x4 เซนติเมตร (ภาพที่ 19)
3)ชิ้นส่วนฐานภาชนะดินเผาชนิดเนื้อแกร่ง เป็นภาชนะดินเผาทรงไหเท้าช้าง ตกแต่งผิวนอกด้วยการเคลือบสีน้ำตาลเข้มถึงดำ (ภาพที่ 20)
4)วัตถุดินเผารูปทรงกระบอก มีการตกแต่งผิวด้านบนด้วยการขูดขีดเป็นลวดลายวงกลมเรียงกัน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางด้านบน 4 เซนติเมตร สูง 4 เซนติเมตร (ภาพที่ 21)
5)ฝาภาชนะดินเผา ชนิดเนื้อแกร่ง เคลือบสีเขียว สูง 6 เซนติเมตร (ภาพที่ 22)
6)ภาชนะดินเผาชนิดเนื้อเครื่องดิน ทรงกลมมีเชิงเตี้ย ผิวเรียบ สีส้ม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางบริเวณขอบปาก 10.5 เซนติเมตร สูง (รวมเชิง) 4.5 เซนติเมตร (ภาพที่ 23)
7)ภาชนะดินเผาชนิดเนื้อเครื่องดินขนาดเล็ก ทรงกลม ขอบปากผายออกเล็กน้อย ตกแต่งผิวด้วยการทาน้ำดินสีแดงบางๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางบริเวณขอบปากภาชนะ 6 เซนติเมตร สูง 8 เซนติเมตร (ภาพที่ 24)
8)ภาชนะดินเผาชนิดเนื้อเครื่องดิน ทรงชาม พื้นผิวด้านนอกเรียบ สีน้ำตาล ด้านในมีการเซาะเป็นร่องในแนวระนาบเรียงซ้อนกันเป็นแถวตั้งแต่บริเวณใต้ขอบปากต่อเนื่องลงไปจนถึงก้นภาชนะ ส่วนในแนวดิ่งมีการเซาะเป็นร่องด้วยการเว้นระยะห่างเท่าๆกันโดยรอบภาชนะ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางบริเวณขอบปาก 16 เซนติเมตร สูง 6.5 เซนติเมตร ภาชนะรูปทรงดังกล่าวมีลักษณะคล้ายภาชนะที่ใช้สำหรับการฝนขมิ้นหรือสมุนไพร (ภาพที่ 25-26)
9)ภาชนะดินเผาชนิดเนื้อเครื่องดิน ขนาดใหญ่ ผิวนอกเรียบ สีน้ำตาล ลำตัวภาชนะมีลักษณะเป็นสัน สอบลงไปยังส่วนก้นภาชนะที่มีลักษณะตัดเรียบ ส่วนด้านบนสอบเข้าก่อนที่จะผายออกเป็นลักษณะทรงกระบอกตั้งตรง ขนาดความสูงเท่าที่ยังเหลืออยู่ 31 เซนติเมตร (ภาพที่ 27)
10)ชิ้นส่วนแท่งหินบด ทำด้วยหินทราย รูปทรงกระบอก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 7 เซนติเมตร ยาว 13 เซนติเมตร (ภาพที่ 28)
11)ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาชนิดเนื้อเครื่องดิน ทั้งแบบผิวเรียบสีน้ำตาล สีดำ ตลอดจนแบบที่มีการตกแต่งผิวด้วยลายเชือกทาบ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเหล่านี้มีเนื้อภาชนะที่ค่อนข้างหนา หยาบ (ภาพที่ 29)

นอกเหนือจากโบราณวัตถุตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว จากการตรวจสอบบริเวณคลองชลประทานและพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งเป็นจุดที่พบโบราณวัตถุนั้นพบว่าตามพื้นผิวดินปรากฏชิ้นส่วนภาชนะดินเผากระจัดกระจายอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะชิ้นส่วนภาชนะดินเผาชนิดเนื้อเครื่องดิน และจากการพิจารณาหน้าตัดชั้นดิน (Profile) ของคลองชลประทานพบว่ามีการทับถมของโบราณวัตถุเป็นชั้นหนาจากพื้นผิวดินลงไปประมาณ 3.5 เมตร นอกจากนั้นจากการประกอบกิจกรรมทางการเกษตรของประชาชนในพื้นที่ก็ได้พบโบราณวัตถุหลายประเภท อาทิ ในพื้นที่ทำสวนของนายอุ่น คงไธสง* ได้พบแท่นหินบด (ภาพที่ 30) ที่มีลักษณะและรูปทรงคล้ายกับแท่นหินบดซึ่งเก็บรักษาไว้ที่สำนักสงฆ์โนนแท่นพระ นอกจากแท่นหินบดแล้วยังพบหินดุและชิ้นส่วนหินดุ

• ข้อสันนิษฐานเบื้องต้น อายุสมัย จากการตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวซึ่งปรากฏหลักฐานทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุได้นำไปสู่การประเมินเกี่ยวกับอายุสมัยในเบื้องต้น ตามลำดับของการเข้ามาใช้พื้นที่ของมนุษย์ในอดีต ได้ว่าประกอบด้วยลำดับพัฒนาการทางวัฒนธรรมอย่างน้อย 2 ช่วงเวลากว้างๆคือในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายและในสมัยประวัติศาสตร์ ดังนี้

1.สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ซึ่งเป็นลำดับพัฒนาการทางวัฒนธรรมในลำดับแรกสุดและหมายถึงชั้นวัฒนธรรมที่มีอายุเก่าที่สุดของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ หลักฐานทางโบราณคดีในช่วงเวลาดังกล่าวได้แก่ โครงกระดูกมนุษย์ ชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ ภาชนะดินเผาชนิดเนื้อเครื่องดิน (Earthenware)รูปทรงต่างๆ ทั้งนี้หลักฐานโครงกระดูกมนุษย์ที่พบสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นหลักฐานที่อยู่ในบริบทของหลุมฝังศพ อันเป็นแบบแผนพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายในช่วงที่ยังมิได้รับวัฒนธรรมการปลงศพด้วยการเผา ซึ่งมักมีการฝังศพผู้ตายพร้อมกับสิ่งของเครื่องใช้ที่ได้รับการอุทิศให้ อย่างไรก็ตาม แบบแผนประเพณีการฝังศพดังกล่าวยังพบว่ามีการปฏิบัติต่อเนื่องมาจนถึงช่วงสมัยกึ่งก่อนประวัติศาสตร์และในสมัยประวัติศาสตร์ระยะแรกเริ่ม ดังปรากฏหลักฐานในแหล่งโบราณคดีสมัยดังกล่าวหลายแหล่ง เช่น เมืองนครจัมปาศรี อ.นาดูน จ.มหาสารคาม และเมืองฟ้าแดดสงยาง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายนั้นพื้นที่ระหว่างบ้านยานางและบ้านเพ็กใหญ่น่าจะเป็นหนึ่งในชุมชนโบราณจำนวนหลายแห่งที่มีพัฒนาอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน และคาดว่าน่าจะมีอายุร่วมสมัยกับแหล่งโบราณคดีเหล่านั้นโดยพิจารณาจากหลักฐานโบราณวัตถุที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ทั้งนี้แหล่งโบราณคดีร่วมสมัยที่สำคัญซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงได้แก่ แหล่งโบราณคดีเมืองไชยวาน (ช่วงชั้นวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย) กิ่ง อ.โคกโพธิ์ชัย จ.ขอนแก่น และแหล่งโบราณคดีเมืองเพีย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น (กรมศิลปากร 2532:225-226, 253-254)ซึ่งมีอายุประมาณ 2,000 ปีมาแล้วและมีการอยู่อาศัยต่อเนื่องจนถึงสมัยประวัติศาสตร์(กรมศิลปากร 2543:70 ; สถาพร ขวัญยืน และคณะ 2529148-149) 2.สมัยประวัติศาสตร์ ซึ่งจัดเป็นช่วงลำดับพัฒนาการที่มีอายุสืบต่อจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ทั้งนี้หลักฐานทางโบราณคดีที่พบจัดเป็นโบราณวัตถุตามแบบศิลปะ/สมัยขอม โดยแสดงให้เห็นการตั้งถิ่นฐานในช่วงเวลาระหว่างพุทธศตวรรษที่ 16-18 โดยอาจจะเป็นช่วงเวลาตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 16-ต้นพุทธศตวรรษที่ 17(ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ 2537:64,70) อันเป็นช่วงระยะเวลาที่สัมพันธ์กับโบราณสถาน ทั้งนี้จากการศึกษาเปรียบเทียบลักษณะและรูปแบบทางศิลปกรรมพบว่า ลวดลายและแบบแผนการวางโครงสร้างลวดลายของทับหลังประดับชิ้นที่ตกอยู่ในบริเวณโนนแท่นพระนั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับรูปแบบของทับหลังตามโบราณสถานต่างๆในประเทศไทย เช่น
-ทับหลังสลักภาพบุคคลนั่งในซุ้มเหนือหน้ากาล ปราสาทเมืองแขก อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา (กรมศิลปากร 2535:145) -ทับหลังสลักภาพบุคคลนั่งในซุ้มเหนือหน้ากาล กู่พราหมณ์จำศีล อ.ประทาย จ.นครราชสีมา (กรมศิลปากร 2535:64) -ทับหลังสลักภาพบุคคลนั่งในซุ้มเหนือหน้ากาล ปราสาทอานาร์หรือปราสาทบ้านอนันต์ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ (กรมศิลปากร 2538:33) -ทับหลังสลักภาพบุคคลนั่งในซุ้มเหนือหน้ากาล ปราสาทตาเล็ง อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ (กรมศิลปากร 2539:105)นั้นเป็นช่วงเวลาที่สัมพันธ์กับโบราณสถานที่มีรูปแบบศิลปกรรมแบบบาปวน -ทับหลังสลักภาพบุคคลนั่งในซุ้มเหนือหน้ากาล ปราสาทเยอ อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ(กรมศิลปากร 2539:140)

-ทับหลังสลักภาพบุคคลนั่งในซุ้มเหนือหน้ากาล ปราสาทสระกำแพงน้อย อ.เมืองศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ (กรมศิลปากร 2539:150) นอกจากทับหลังในประเทศไทยที่มีลักษณะทางศิลปกรรมคล้ายคลึงกันดังกล่าวแล้วยังพบว่าลักษณะทางศิลปกรรมของทับหลังจากโบราณสถานโนนแท่นพระ ยังสามารถเปรียบเทียบความคล้ายคลึงทางศิลปกรรมกับทับหลังตามโบราณสถานบางแห่งในประเทศกัมพูชาด้วย เช่น ทับหลังสลักภาพบุคคลนั่งในซุ้มเหนือหน้ากาล ซึ่งพบที่ปราสาทอุดงค์ (หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล 2539:78) ลักษณะทางศิลปกรรมบนทับหลังดังกล่าวทั้งที่พบในประเทศไทยและที่พบในประเทศกัมพูชาล้วนจัดเป็นศิลปขอมในรูปแบบศิลปะแบบบาปวน ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 ซึ่งลักษณะร่วมทางศิลปกรรมของทับหลังแบบบาปวนที่ชัดเจนคือช่วงกลางของทับหลังมักสลักเป็นภาพหน้ากาล เหนือหน้ากาลมีภาพบุคคล หน้ากาลมักคายท่อนพวงมาลัยออกจากปากพุ่งย้อนขึ้นไปด้านบน ก่อนที่จะทอดตัวเป็นแนวยาวไปตามทับหลังแล้วปล่อยปลายทั้งสองข้างพาดตกลงมาเบื้องล่างบริเวณขอบด้านข้างทั้งซ้ายและขวาของทับหลังโดยไม่มีการแบ่งที่เสี้ยว (สมิทธิ ศิริภัทร์ และมยุรี วีระประเสริฐ 2532:222) ดังนั้นจากการเปรียบเทียบลักษณะร่วมทางศิลปกรรมตามที่กล่าวมาแล้ว จึงสามารถพิจารณาได้ว่าทับหลังประดับที่พบบริเวณโบราณสถานโนนแท่นพระมีรูปแบบศิลปกรรมเป็นศิลปขอมแบบบาปวนและอาจจะมีอายุร่วมสมัยกับโบราณสถานแห่งอื่นๆที่พบทับหลังประดับที่มีรูปแบบทางศิลปกรรมคล้ายคลึงกันคือมีอายุประมาณปลายหรือครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 16-ต้นพุทธศตวรรษที่ 17 สำหรับโบราณวัตถุที่แสดงให้เห็นพัฒนาการทางวัฒนธรรมในช่วงสมัยขอมได้แก่ภาชนะดินเผาและชิ้นส่วนภาชนะดินเผาชนิดเนื้อแกร่งทั้งที่มีการเคลือบสีขียวและแบบที่มีการตกแต่งผิวด้วยการเคลือบสีน้ำตาลไหม้ ตลอดจนแบบที่มีการตกแต่งด้วยลวดลายขูดขีดร่วมกับการเคลือบนั้น เป็นรูปแบบภาชนะดินเผาสมัยขอมที่มีการกำหนดอายุกว้างๆไว้ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 16-18 ทั้งนี้ โดยมีหลักฐานและข้อมูลบ่งชี้ว่าแหล่งผลิตภาชนะดินเผาที่สำคัญในสมัยขอมได้แก่พื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเขต อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์(กรมศิลปากร 2532:89-94) ส่วนสิ่งของเครื่องใช้ชนิดอื่นๆ เช่น แท่นหินจุนเจิม แท่นหินบด และแท่งหินบด นั้นได้รับการกำหนดอายุไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 18 (กรมศิลปากร 2542:121) ภาพรวมทางวัฒนธรรม จากหลักฐานเท่าที่ปรากฏในปัจจุบันแสดงให้เห็นลำดับพัฒนาการทางวัฒนธรรมสมัยโบราณในพื้นที่แห่งนี้ว่า เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ราวสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ก่อนที่จะพัฒนาเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่าชุมชนแห่งนี้น่าจะเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่พอสมควรและน่าจะมีความสำคัญในระดับหนึ่งจึงมีการสร้างศาสนสถานขึ้น ในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั้นชุมชนดังกล่าวอาจจะมีอายุร่วมสมัยและมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับชุมชนอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงกันดังได้กล่าวมาแล้ว ขณะที่ในสมัยประวัติศาสตร์ช่วงสมัยขอมนั้นชุมชนแห่งนี้ก็คงจะเป็นชุมชนที่มีความสำคัญ โดยอาจจะดำรงสถานะเป็นศูนย์กลางอย่างน้อยก็คือศูนย์กลางทางศาสนาสำหรับชุมชนใกล้เคียงโดยรอบ ทั้งนี้ น่าจะมีอายุร่วมสมัยและมีความสัมพันธ์กับชุมชนอื่นๆซึ่งเป็นที่ตั้งโบราณสถานหรือศาสนสถานในช่วงเวลาเดียวกัน อาทิ ชุมชนบริเวณโบราณสถานกู่บ้านหญ้าคา ต.เมืองพล อ.พล จ.ขอนแก่น (ศิริพันธ์ ตาบเพ็ชร์ 2542)ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชุมชนโบราณในเขตตำบลเพ็กใหญ่ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 5 กิโลเมตร และชุมชนโบราณบริเวณโบราณสถานกู่บ้านเมย ต.หนองสองห้อง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น (ศิริพันธ์ ตาบเพ็ชร์ 2542) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชุมชนโบราณบริเวณตำบลเพ็กใหญ่ไปทางทิศตะวันออกราว 23 กิโลเมตร กระนั้นก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าชุมชนโบราณแห่งนี้มีการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายเรื่อยมาจนถึงสมัยขอมหรือไม่ เนื่องจากในขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าในช่วงเวลาก่อนหน้าสมัยขอม ซึ่งจัดเป็นช่วงเวลาของวัฒนธรรมสมัยทวารวดีนั้น ได้มีการอยู่อาศัยที่แหล่งโบราณคดีแห่งนี้หรือไม่ ทั้งนี้ แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานสมัยทวารวดีแต่ก็มีสิ่งที่น่าสังเกตและอาจเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการอยู่อาศัยในสมัยทวารวดีด้วยเนื่องจากชั้นทับถมของหลักฐานที่ปรากฏในหน้าตัดของชั้นดินที่แหล่งโบราณคดีแห่งนี้มีชั้นทับถมที่หนาพอสมควร ขณะเดียวกันพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบก็เป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณสมัยนทวารวดีหลายแห่ง นอกจากนั้นยังมีข้อมูล(ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบอีกครั้ง)ว่าเคยปรากฎร่องรอยของแหล่งน้ำที่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นแนวคูเมืองของชุมชนสมัยโบราณบริเวณใกล้ๆกับสำนักสงฆ์โนนแท่นพระด้วย รวมทั้งร่องรอยของแนวคูเมืองของเมืองพล ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากชุมชนโบราณบริเวณโนนแท่นพระ ก็เป็นหลักฐาน/ข้อมูลแวดล้อม ที่แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ว่าน่าจะมีการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องที่ชุมชนโบราณแห่งนี้ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย-ทวารวดี-ขอม ทั้งนี้ ข้อสันนิษฐานข้างต้นจะได้รับการตรวจสอบเมื่อมีการขุดค้นศึกษาตามกระบวนการทางโบราณคดี

ที่มาของข้อมูล
สภาพปัจจุบัน

• สภาพทั่วไปของแหล่งโบราณคดีและที่ตั้งโบราณสถาน จุดที่พบโบราณวัตถุและที่ตั้งโบราณสถานนั้นเป็นบริเวณพื้นที่ระหว่างหมู่บ้านเพ็กใหญ่-สระบัว และหมู่บ้านยานาง ซึ่งอยู่ในท้องที่ตำบลเพ็กใหญ่ อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น โดยอยู่ห่างจากบ้านเพ็กใหญ่-สระบัว ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากบ้านยานาง มาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นระยะทางราว 1 กิโลเมตรเช่นเดียวกัน ลักษณะโดยทั่วไปของบริเวณดังกล่าวมีสภาพเป็นพื้นที่เกษตรกรรมของราษฎร ทั้งที่นาและที่สวน ทั้งนี้สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปมีสภาพเป็นพื้นที่ราบสลับกับที่ดอนซึ่งมีลักษณะเป็นเนินที่ไม่สูงนัก นอกจากนั้นยังมีการขุดคลองส่งน้ำตัดผ่านบริเวณดังกล่าวตลอดจนมีการสร้างถนนเลียบคลองส่งน้ำ ผลจากการขุดคลองส่งน้ำและการปรับพื้นที่เพื่อการเพาะปลูกทำให้พบโบราณวัตถุ นอกจากนั้น ในระหว่างการสำรวจและสังเกตลักษณะหน้าตัดชั้นดิน (Profile) ของแนวถนนและคลองส่งน้ำพบว่ามีการทับถมของโบราณวัตถุอยู่ในชั้นดินของถนนและคลองส่งน้ำอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะคลองส่งน้ำนั้นปรากฏชั้นทับถมของโบราณวัตถุที่แสดงให้เห็นร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ในอดีตหนาประมาณ 3-3.5 เมตร (ภาพที่ 1-2) ห่างจากบริเวณดังกล่าวมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นระยะทางราว 400 เมตร เป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์โนนแท่นพระ ภายในสำนักสงฆ์แห่งนี้มีซากโบราณสถานที่ถูกสร้างทับด้วยสิ่งก่อสร้างในสมัยปัจจุบัน โดยซากโบราณสถานดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณพื้นทีทางทิศเหนือของสำนักสงฆ์ นอกจากซากโบราณสถานแล้ว ภายในสำนักสงฆ์โนนแท่นพระยังมีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญเช่น ศาลาการเปรียญเพื่อการประกอบศาสนกิจ ห่างจากศาลาการเปรียญมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่จำนวน 1 องค์ ขณะที่ด้านหลังของศาลาการเปรียญปรากฏแหล่งน้ำขนาดค่อนข้างกว้างหนึ่งแห่ง ซึ่งได้รับการให้ข้อมูลจากนายสมเกียรติ สมบัติธีระ อดีตอาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านเพ็กใหญ่ ว่าแหล่งน้ำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวคูเมืองเดิมซึ่งในอดีตมีสภาพที่สมบูรณ์กว่าที่เห็นในปัจจุบัน ผู้ให้ข้อมูลได้ระบุว่าแนวคูเมืองดังกล่าวถูกทับถมจนเหลือพื้นที่ไม่มากนักดังปรากฎในขณะนี้ (ภาพที่ 3)

**หมายเหตุ ภาพต่าง ๆ ที่กล่าวถึงไม่มีปรากฏจากที่มาจากเว็บด้านล่าง
ที่มา http://www.gis.finearts.go.th/fad50/fad/display_data2.aspx?id=0002379
แผนที่ google https://goo.gl/xreqoA

บทความ: 
สาระความรู้: