โนนแท่นพระ อำเภอพล

การค้นพบโนนแท่นพระ

โนนแท่นพระในอดีต มีสภาพทางธรรมชาติเป็นป่าทึบ ชุ่มชื่นอุดมสมบูรณ์ด้วยต้นไม้นานาพันธ์ มีไม้ยืนต้นเต็มไปหมด มีทั้งพวกไม้เต็ง ไม้รัง ไม้แดง ไม้สำโรง(ส้มโฮง) ไม้มะค่าโมง ไม้มะค่าแต้ (ชื่อบ้านโนนแต้) พวกเถาวัลย์และไม้พุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะเครือหญ้านาง(ชื่อบ้านยานาง) ขึ้นคุมพื้นที่เต็มไปหมด และมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่หลายชนิด อาทิ เช่น ช้าง เสือ ลิง ค่าง บ่าง ชะนี กระต่าย งูจงอาง งูเหลือม งูเห่า ปู ปลา เต่า ตลอดทั้งนกต่าง ๆ นานาชนิด

บริเวณโนนแท่นพระทั้ง 4 ทิศ มีสระน้ำซึ่งปรากฏมาตั้งแต่โบราณกาล คือ ทิศใต้ ชื่อ หนองสระเย็น ทิศตะวันออก ชื่อ หนองไข่ผำ ทิศเหนือ ชื่อ หนองผักบุ้ง (หรือหนองหญ้าป้อง) ทิศตะวันตก ชื่อ หนองสระแก

กาลต่อมาชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียง บังเอิญเดินหลงทางเข้าไปในป่า ได้พบพระพุทธรูปและเทวรูป อยู่ในเทวสถาน โดยเห็นเพียงครึ่งองค์ท่อนบน ส่วนท่อนล่างฝังอยู่ในดิน จึงพากันแตกตื่นเข้าไปกราบไหว้บูชานับถือเป็นที่พึ่ง มีคำบอกกล่าวต่อ ๆ กันมาว่า เมื่อก่อนนี้ เมื่อถึงวันพระชาวบ้านจะได้กลิ่นธูปควันเทียน บางครั้งได้ยินเสียงร้องเพลง สีซอ ปีพาทย์ และเสียงเหมือนพระสวดมนต์ ดังมาจากป่าโนนแท่นพระ เสมือนหนึ่งว่าป่านี้เป็นเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่ ชาวบ้านจึงนับถือ พระพุทธรูป และ เทวรูป ในโนนแท่นพระเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีการทำบุญบวงสรวง ขอให้ร่มเย็นเป็นสุข ไม่มีทุกข์ภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย ได้นำบั้งไฟมาจุดเสี่ยงขอฟ้าขอฝน ขอให้ตกต้องตามฤดูกาล นิมนต์พระสงฆ์ไปฉันภัตตาหารเพลทำบุญตักบาตร ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาทุกปีจนถึงปัจจุบันนี้ ดังนั้น ประชาชนจึงขนานนามว่า “โนนแท่นพระ” และ “สิบกรีภิรมย์”

“ในพงศาวดารเขมร กล่าวว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724 ถึง 1744) กษัตริย์กัมพูชาทรงสร้างโรงพยาบาลทั่วไปในอาณาจักร เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระไภษัชยคุรุตถาคตเจ้า เพื่อประโยชน์แก่คนเจ็บป่วย ไม่เลือกชั้นวรรณะ โรงพยาบาล เหล่านี้เรียกว่า อโรคยาศาล (มีจำนวนร้อยกว่าแห่งทั่วพระราชอาณาจักร)”

ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7เกิดโรคระบาดร้ายแรง ผู้คนล้มป่วยและตายจำนวนมาก เลยมีรับสั่งให้สร้างอโรคยาศาล 100กว่าแห่ง เพื่อรักษาผู้ป่วย และอโรคยาศาลนี้เอง ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ปางสมาธิ ถือหม้อยาในมือ คือ “พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต(เอียะซือหยูไล)(藥師如來)”

นักโบราณคดีเชื่อว่าคือ พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งใน” คติมหายาน” คือ"พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต" เป็นพระพุทธเจ้าแห่งการรักษาโรค และตรัสรู้ขึ้นมาเพื่อให้สัตว์โลกไม่ต้องมีโรคภัยมาเบียด เบียน และอโรคยาศาล คือศาสนสถาน ที่สร้างถวายพระพุทธเจ้าองค์นี้

ในอดีต สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นกษัตริย์ของขอมที่ได้ปราบดา ภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดินเมื่อ พ.ศ. 1724 ภายหลังจากปราบขบถในนครธมและกอบกู้บ้านเมืองได้สำเร็จ พระองค์ต้องใช้เวลาถึง 10 ปี ในการปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมบ้านเมืองและสร้างถาวรวัตถุขึ้นใหม่

ตามจารึกหลักพระขรรค์ไชยศรีบทที่ 123 ระบุไว้ว่า ได้โปรดให้สร้างถนน 17 สาย บ้านซึ่งมีไฟ(ซึ่งน่าจะหมายถึง ธรรมศาลา หรือ ที่พักสำหรับคนเดินทาง) จำนวน 121 แห่ง และโรงพยาบาล หรือที่ปรากฏในจารึกว่า “อาโรคยาศาลา” จำนวน 102 แห่ง กระจายอยู่ทั่วราชอาณาจักร ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 หรือเมื่อประมาณ 800 กว่าปีมาแล้ว

ปรากฏในจารึกว่า อาโรคยาศาลา จำนวน 102 แห่ง กระจายอยู่ทั่วราชอาณาจักรนครธม(ประเทศกัมพูชา) และ ในอาณาเขตอีสานเหนือ(ประเทศไทย) ก็มีอโรคยาศาลที่ค้นพบในภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีจำนวน 23 แห่ง คือ

1. ปรางค์กู่ บ้านหนองบัว ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ
2. ปรางค์กู่ บ้านหนองแผก ตำบลบ้านเต่า อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ
3.ปราสาทสระกำแพงน้อย วัดบ้านทับกลาง ตำบลขะยูง อำเภออุทมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกศ
4.ปราสาทบ้านสมอ ตำบลบ้านสมอ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกศ
5.ปราสาทบ้านปราสาท ตำบลกระเทียม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
6.ปราสาทจอมพระ ตำบลจอมพระ อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์
7.ปราสาทช่างปี่ บ้านช้างปี่ ตำบลช่างปี่ อำเภอศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
8.ปราสาทตาเมือนโต๊ด ตำบลบักได อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
9.ธาตุสมเด็จนางพญา ตำบลหนองโสน อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี
10.กู่ฤๅษี ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
11.กู่ฤๅษี บ้านกู่ฤๅษี ตำบลทองหลาง อำเภอพุทธไทสง จังหวัดบุรีรัมย์
12.ปราสาทบ้านโคกงิ้ว ตำบลปะคำ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์
13.ปราสาทหนองกู่ บ้านหนองกู่ ตำบลมะอึก อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด
14.กู่โนนระฆัง ตำบลเกษตรวิสัย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด
15.กุฏิ ฤๅษี ตำบลประตูชัย อำเภอ พิมาย จังหวัดนครราชสีมา
16.ปราสาทนางรำ ตำบลนางรำ อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา
17.ปรางค์ครบุรี บ้านครบุรี ตำบล ครบุรี อำเภอ ครบุรี จังหวัดนครราชสีมา
18.กู่เมืองเก่า บ้านเมืองเก่า ตำบลโคราช อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
19.ปรางค์บ้านปรางค์ ตำบลหินดาด อำเภอห้วยแกลง จังหวัดนครราชสีมา
20. กู่โนนแท่นพระ ตั้งอยู่ระหว่างบ้านยานาง และบ้านโนนแต้ ตำบลเพ็กใหญ่ อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ค้นพบเมื่อ ปี พ.ศ.2457
21.กู่สันต์รัตน์ อำเภอนาดุน จังหวัดมหาสารคาม ค้นพบเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ. ศ. 2522 และมีการบูรณปฏิสังขรณ์ให้เป็นพุทธมณฑลภาคอีสาน
22.ปรางค์กู่บ้านเขวา ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม
23.ปรางค์วัดกู่แก้ว อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นจารึกเกี่ยวกับพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ พบล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙

ประวัตินายอำเภอพล

นายอำเภอพลคนที่ 1 ขุนมัชการธนานุรักษ์ (นายแสง ภาสะฐิติ)(พ.ศ. 2457-2463)
ทางราชการได้ตั้งอำเภอพลขึ้น โดยนายแสง ภาสะฐิติ ซึ่งเป็นนายคุมกงสีสุรา อยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายอำ เภอพลคนแรก ท่านได้ปราบปราบโจรผู้ร้ายได้อย่างเด็ดขาด จนบ้าน เมืองสงบสุข และต่อมาท่านได้เป็นนายอำเภอพลอีกครั้ง(คนที่ 5)และได้เลื่อนเป็น “พระอุดมสารเขตต์"(พ.ศ. 2472-2476)

นายอำเภอพลคนที่ 2 นายถวิล เจียนมานพ(พ.ศ. 2463-2465)
นายอำเภอพลคนที่ 3 พระศรีพลรัตน์(ยะฟะระ เกตุเลขา) (พ.ศ.2465-2471)
นายำเภอพลคนที่ 4 ขุนไพศาลคีรี(ชุณ เต้งกี่)(พ.ศ.2471-2472)
นายอำเภอพลคนที่ 5 พระอุดมสารเขตต์(แสง ภาสะฐิติ)(พ.ศ. 2472-2476)
นายอเภอพลคนที่ 6 ขุนจิตประศาสตร์(ทองอิน สินารมย์(พ.ศ.2475-2478)
นายอำเภอพลคนที่ 7 ร.ต.สุวรรณ โรจนวิภาค(พ.ศ.2478-2479)
นายอำเภอพลคนที่ 8 นายหา บุญมาชัย(พ.ศ. 2479-2480) นายอำเภอพลคนที่
9 ขุนเสลภูมิพิพัฒน์(เบี้ยว งามจิตร)(พ.ศ. 2480-2483)
นายอำเภอพลคนที่
10 ขุนเดชสุภารักษ์(โกศล เดชสุภา)(พ.ศ. 2483-2489)
........................ฯ ล ฯ.......................

นายแสง ภาสะฐิติ(ขุนมัชการธนานุรักษ์) นายอำเภอพลคนแรก ท่านได้รับการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโนนแท่นพระจากชาวบ้าน จึงได้ออกสำ รวจโนนแท่นพระ พบว่า เป็นโบราณสถานที่ทางประวัติศาสตร์ สมควรได้รับการอนุรักษ์เป็นมรดกตกทอดตลอดไป จึงได้ไปร่วมกับข้าราชการและชาวบ้าน ปรับปรุงจัดสถานที่ ทำความสะอาดตลอดจนเก็บชิ้นส่วนต่างๆ ของพระพุทธรูปและเทวรูป รอบบริเวณเมืองเทวสถาน มีรูปศิวลึงค์(ปลัดขิก)ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของศาสนาพราหมณ์ลัทธิบูชาศิวลึงค์(ชาวบ้านนำเอาปลัดขิกมาร่วมขบวนเซิ้งบั้งไฟ) นอกจากนั้นตรงประตูเทวสถานมีเทวรูปในลักษณะทหารยืนเฝ้าเทวสถานอยู่ด้วย ซึ่งชาวบ้านขนานนามว่า “สิบกรีภิรมย์”ได้นำเอามาไว้รวมกันเพื่อสักการะ บูชาและสรงน้ำพระ ต่อจากนั้นมีงานสรงกู่ขึ้นทุก ๆ ปี จนเป็นประเพณีสืบต่อกันมา มาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยกำหนดวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 (วันวิสาขบูชา) จึงเป็นที่มาของชื่อ “โนนแท่นพระ” และชื่อ “สิบกรีภิรมย์”

โนนแท่นพระ มีอายุครบ 100 ปี ในปี พ.ศ. 2557 ทั้งนี้และทั้งนั้น เนื่องจากการค้นพบโนนแท่นพพระ คือ ปี พ.ศ. 2457 โดยนายอำเภอพลคนแรก(นายแสง ภาสะฐิติ(ขุนมัชการธนานุรักษ์)

(ปี พ.ศ. 2457 – ปี พ.ศ. 2557 = 100 ปี) ชาวบ้านยานางและบ้านโนนแต้ น่าจะมีการจัดงานฉลองครบ 100 ปี นะครับ ส่วนหน่วยราชการ ไม่ว่า กำนัน ตำบล เพ็กใหญ่, นายก อบต.เพ็กใหญ่ และ นายอำเภอพล, ท่านเกิดทีหลัง ท่านไม่เห็นความสำคัญ ของโนนแท่นพระหรอกนะหลาน และท่านเล่นอินเตอร์เน็ตไม่เป็น เลยไม่รู้ความเป็นมาของโนนแท่นพระเป็นอย่างไร ?

โดย : ธนาคม นิยมพล เมื่อ : วันเสาร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2556
ข้อมูลจาก http://www.pekyai.org/index.php?show=webboard&file=read&id=80

การพัฒนาโนนแท่นพระ

มีบทความหนึ่งเสนอการพัฒนาโนนแท่นพระ ปี พ.ศ. 2556 โดย ผู้ใช้นามย่อว่า ส. เป็นแนวทางแผนการพัฒนาโนนแท่นพระที่ดีมาก ข้าพเจ้าสนับสนุน แต่ อบต. เพ็กใหญ่ ไม่ได้ให้ความสนใจ และนายก อบต. คงไม่ได้อ่าน ส่วนปลัด อบต. ที่ย้ายมาใหม่ ได้อ่านหรือยัง ข้าพเจ้าไม่ทราบ ถ้าเจ้าหหน้าที่ท่านใดอ่านพบ กรุณา ก๊อปปี้แล้วพิมพ์ออกมาให้ท่าน นายก อบต. และท่าน ปลัดอบต. อ่านด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง

การเรียนรู้จากแหล่งอื่น เป็นสิ่งที่ดี แต่ท่านผู้บริหาร อบต. เพ็กใหญ่ จะนำเอาแนวความคิดมาปรับเข้ากับสภาพท้องถิ่นของท่านได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่จะพิสูจน์ว่า การบริหารของนายก อบต. เพ็กใหญ่ ทำได้หรือไม่ เพราะท่านนายกคนปัจจุบันนี้ บริหารมาแล้วหลายสมัย ตำบลเพ็กใหญ่ ยังพัฒนาไม่ก้าวหน้า เท่าที่ควร โดยเฉพาะ คำขวัญที่ว่า "เมืองพล-โนนแท่นพระ" นั้น เมื่อคนต่างถิ่นมาเที่ยวชมโนนแท่นพระแล้ว จะบอกว่า "โนนแท่นพระ" ไม่มีการพัฒนาเลย แถมยังมีบางคนอ้างตนเป็นผู้วิเศษ เปลี่ยนชื่อ "สิบกรีภิรมย์" เป็น "เจ้าพ่อสิงขร" ทำพิธีบวงสรวงแล้วครั้งหนึ่ง เป็นการเริ่มต้น แต่ปัจจุบัน..............ไม่มีใครเข้าไปดูแล....... ให้ความสนใจเลย ปล่อยให้ชาวบ้านทำกันเอง แต่ก็ไม่ได้ทำการพัฒนาโนนแท่นพระ.........กลับนำเอาปัจจัยจากผู้มีศรัทธาบริจาคในนามกองผ้าป่า สามัคคี ไปสมทบทุนการก่อสร้างวัดไทยสถิตย์.......วัดโนนแท่นพระ ไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จากการบริหารของ อบต. เพ็กใหญ่เลย แต่เวลาจัดงานทำบุญบั้งไฟ สรงน้ำพระ ทุกปีจะต้องใช้อุปกรณ์เครื่องใช้สอย ของวัดโนนแท่นพระทั้งนั้น..........กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. ในบ้านยนาง และ บ้านโนนแต้....และ....นายกอบต..เพ็กใหญ่.....ทราบแล้ว......พิจารณาด้วยครับ จาก ผู้อาวุโส บ้านโนนแต้ ข้าพเจ้า ขอส่งข้อความบางอย่าง มาให้ท่าน ปลัดคนใหม่อ่านบ้าง ถ้าเจ้าพนักงานท่านใดเล่นเน็ตเป็นก็กอปปี้และปริ๊นท์ ออกมาอ่านเล่นก็ได้ครับ

ด้วยความหวังดี จากพ่อใหญ่ ธนาคม นิยมพล
โดย : ธนาคม นิยมพล เมื่อ : วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ.2557
ที่มา http://www.pekyai.org/index.php?show=webboard&file=read&id=99

----------------

การตั้งชื่อ สิบกรีภิรมย์
การค้นพบโนนแท่นพระ

อาจารย์สมเกียรติ สมบัติธีระเล่าว่า ผู้เฒ่าผู้แก่อาทิเช่นพ่อใหญ่จารย์หนวด พ่อใหญ่จารย์ชิน-แม่ใหญ่ตุ๋ย(มีลูกสาวคือแม่ใหญ่ทุม-พ่อใหญ่เลิศ ขลิบเงินและแม่ใหญ่หมิง-พ่อใหญ่ทาปัญญาดี) พ่อใหญ่จารย์ขุน-แม่ใหญ่บาง อาษานอก(เป็นลูกเขยคนที่ 4 ของย่ากาสี-ปู่ธีร์ สมบัติธีระ) พ่อใหญ่จารย์ลุย เหลืองวันทา(มีลูกชายชื่อพ่อใหญ่โคตร-แม่ใหญ่แต้มลูกสาวชื่อแม่ใหญ่กว้างและมีครูประสาท เหลืองวันทาเป็นหลานชาย) พ่อใหญ่นวน นาโสม(บ้านอยู่คุ้มดอนหมาไนบ้านสระบัวเป็นพ่อตาของครูสุภาพ สมบัติธีระ) ท่านเหล่านั้นเล่าว่า โนนแท่นพระในอดีตเป็นป่ารกชัฏมาก ลักษณะเป็นป่าดงดิบ มีต้นไม้ปกคลุมเต็มพื้นที่ มองไม่เห็นแสงแดด มีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่มากมาย

วันหนึ่งมีนายนพรานป่าจากบ้านเปือยใหญ่ เมืองชนบทมณฑลอุดร(ปัจจุบันเป็นอ.ชนบทจ.ขอนแก่น)ได้ออกล่าสัตว์ตามปกติ ไปพบกวางตัวหนึ่งหากินอยู่ในป่า จึงใช้ปืนยิงกวางตัวนั้นจนได้รับบาดเจ็บ เมื่อกวางถูกกระสุนปืนของนายพราน กวางวิ่งหนีมาทางทิศใต้ นายพรานได้วิ่งตามมาติดๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณป่าดงดิบ“โนนแท่นพระ” ปรากฎว่ากวางตัวนั้นได้หายไปนายพรานพยายามค้นหาก็ไม่พบร่องรอยกวางตัวนั้นเลย กลับพบพระพุทธรูป และเทวรูปแกะสลักตั้งอยู่ในป่าทึบนายพรานจึงได้นำเรื่องราวที่ได้พบเห็นไปเล่าให้ญาติพี่น้องและชาวบ้านฟัง ต่อมาชาวบ้านในระแวกใกล้เคียง จึงตั้งเนินดินป่าดงดิบที่พบเห็นพระพุทธรูป และเทวรูป ว่า “โนนแท่นพระ”

ปีพ.ศ. 2457 ทางราชการได้แต่งตั้ง นายแสง ภาสฐิติ ซึ่งเป็นนายคุมกงสีสุราอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ เป็นนายอำเภอพลคนแรก เมื่อท่านนายอำเภอพลได้รับการบอกกล่าวจากชาวบ้าน จึงออกไปดู“กู่โนนแท่นพระ” ท่านเห็นว่าเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สมควรจะได้รับการอนุรักษ์ไว้ จึงขอความร่วมมือจากข้าราชการและชาวบ้านใกล้เคียงช่วยกันปรับปรุงตกแต่งสถานที่สำหรับเก็บพระพุทธรูปและเก็บชิ้นส่วนต่างๆของเทวรูปรวมทั้งวัตถุเก่าแก่ที่ยังคงมีเหลืออยู่นำมารวมกันไว้เช่น เทวรูป หม้อดินไห ลางฝนยา ลางร่องน้ำมนต์ ก้อนหินที่ถูกตัดเป็นแท่งๆรูปสี่เหลี่ยมนำมาวางไว้เป็นแท่นพระปรากฎว่ามีศิวลึงค์(ปลัดขิก)วางไว้ที่ด้านข้างขององค์พระพุทธรูปด้วยและเครื่องใช้สอยอื่นๆของคนสมัยโบราณ ซึ่งล้วนแต่เป็นของที่มีอายุเก่าแก่มาก

นายแสง ภาสฐิติ นายอำเภอพลคนแรกได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายได้อย่างเด็ดขาด จนบ้านเมืองสงบสุข จึงได้รับพระราชทานเลื่อนตำแหน่งเป็นขุนมัชการธนานุรักษ์ และต่อมาได้เลื่อนเป็นพระอุดมสารเขต ท่านเป็นบุคคลแรกที่ได้นำเอาประเพณีสรงกู่จัดงานพิธีสรงน้ำพระที่“กู่โนนแท่นพระ” เป็นครั้งแรกขึ้นในวันเพ็ญ เดือนหกชาวบ้านจึงเรียกว่า“การทำบุญเดือนหก”โดยมีการทำบุญบั้งไฟควบนคู่กันจนถึงปัจจุบัน

ความเป็นมาในการตั้งชื่อ “สิบตรีภิรมย์”

อาจารย์สมเกียรติ สมบัติธีระ เล่าว่าท่านเกิดที่บ้านเพ็กใหญ่-สระบัว พออายุได้ประมาณ 7 ปี พ่อแม่ของท่านพาท่านย้ายไปอยู่บ้านยานางจนถึงอายุประมาณ 13 ปีหลังจากนั้นพ่อแม่ของท่านก็พาครอบครัวย้ายกลับมาอยู่บ้านสระบัวอีกครั้ง

ครั้นถึงปี พ.ศ. 2486 ท่านสอบเข้ารับราชการเป็นครู ครั้งแรกได้บรรจุเป็นครูไปสอนอยู่ที่โรงเรียนวัดบ้านทุ่งน้อย ต่อมาได้ย้ายไปสอนอยู่ที่โรงเรียนวัดบ้านลอมคอม ในปีนั้นเองท่านได้ไปร่วมงานสรงพระที่ “โนนแท่นพระ” หลังจากเสร็จงานทำบุญสรงพระแล้ว ท่านได้เข้าไปพบพ่อใหญ่จารย์ขุน อาสานอกพ่อใหญ่จารย์หนวดพ่อใหญ่จารย์ชินพ่อใหญ่จารย์นุย เหลืองวันทาพ่อใหญ่นวน นาโสมท่านเหล่านั้นได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของโนนแท่นพระให้อาจารย์สมเกียรติ สมบัติธีระฟังเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้

ก่อนจะถึงวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือนหกของแต่ละปีทายกประจำหมู่บ้านจะออกประกาศ(เตินชาวบ้าน)ไปตามคุ้มต่างๆว่า ให้เตรียมน้ำอบน้ำหอมไปสรงพระที่โนนแท่นพระเด้อ

พอถึงวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือนหกเวลาประมาณ 2-3 โมงเช้า( 8.00-9.00 น.) แต่ละหมู่บ้านใกล้เคียงโนนแท่นพระภายในรัศมีประมาณ 3-4 กิโลเมตร ก็จับกลุ่มรวมกันเป็นขบวนโดยมีพระสงฆ์ของแต่ละหมู่บ้านนำพากลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่ชายหญิงและลูกหลานไปรวมกันที่โนนแท่นพระแต่ละครอบครัวจะมีผู้หญิงเป็นคนจัดเตรียมอาหารคาวหวานไปถวายเพลพระด้วย พอไปถึงบริเวณโนนแท่นพระ แต่ละกลุ่มและแต่ละหมู่บ้านก็แยกย้ายกันและหายเข้าไปในป่าดงดิบนั้น ได้ยินแต่เสียงฆ้องเสียงกลอง ฉิ่งฉาบดังระงมไปทั่วป่า

หมู่บ้านที่มาร่วมพิธีสรงพระ มีหมู่บ้านยานาง-โนนแต้ บ้านเพ็กใหญ่-สระบัว บ้านหัวหนอง(หนองคูรอง) บ้านลอมคอม บ้านหนองดู่ บ้านหนองแล่น บ้านหนองไผ่ บ้านศรีกระดานพล บ้านเมืองเก่าหนองบั่ว บ้านเก่างิ้ว บ้านนาคสะดุ้ง บ้านทุ่งแค บ้านหนองสะแบง

พอเวลา 5 โมงเช้า(เวลา 11.00 น.) แต่ละหมู่บ้านที่ปักเป็นซุ้มๆอยู่ในป่า ก็จัดอาหารถวายเพลพระ ต่อจากนั้นแต่ละหมู่บ้านก็จะนำบั้งไฟขนาดเล็กๆ หางยาวประมาณ 2-3 เมตร หมู่บ้านละ 2 บั้งมาให้เฒ่ากระจ้ำ(ผู้นำในท้องถิ่น) ซึ่งมีพ่อใหญ่จารย์ขุน อาสานอก พ่อใหญ่จารย์หนวด(ซึ่งอยู่คุ้มบ้านโนนแต้) พ่อใหญ่จารย์ชิน(ซึ่งอยู่คุ้มในบ้านคือคุ้มแม่ใหญ่กอง) นำถวายพระพุทธรูปที่สลักด้วยหินทรายซึ่งเป็นการบอกกล่าวก่อนจะนำบั้งไฟไปจุด

อาจารย์สมเกียรติ สมบัติธีระเล่าต่อไปว่าในสมัยนั้นท่านได้เห็นเทวรูปที่สลักด้วยหินทราย แขน ขาหัก คอหัก จับยืนพิงอยู่กับต้นพันชาดที่แท้จริงก็คือเทวรูปซึ่งเป็นศิลปะของขอมโบราณ ในยุคขอมเรืองอำนาจ เริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้แผ่ขยายมาถึงบริเวณโนนแท่นพระแห่งนี้และได้สร้างเทวสถานและเทวรูปไว้เป็นเวลานานมาก ในราวประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 – 18 นับเป็นเวลายาวนานหลายพันปี เทวสถานและเทวรูปนั้น จึงปรักหักพังลงมาเหลือแต่ซาก เมื่อชาวบ้านเข้าไปค้นพบเห็นจึงนำมารวมกันไว้กับต้นพันชาดเพื่อให้ชาวบ้านสรงน้ำและสักการะบูชาเป็นประจำทุกปี

เมื่อชาวบ้านนำบั้งไฟมาสักการะบูชาพรพุทธรูปและเทวรูป เฒ่ากระจ้ำจะกล่าวแนะนำให้ทราบว่า“นี่คือบั้งไฟบ้านโน้น - บ้านนี้บั้งนี้เสี่ยงฟ้าเสี่ยงฝนเด้อ บั้งนี้เสี่ยงว่าลูกหลานจะอยู่เย็นเป็นสุขหรือไม่ ถ้าดินฟ้า-ฝนดีลูกหลานจะอยู่ดีมีแฮง ขอให้บั้งไฟขึ้นไปสูงๆเด้อ”

ต่อจากนั้นแต่ละหมู่บ้านก็นำบั้งไฟไปจุดตามคอนต้นไม้ แล้วก็มีกองเชียร์ เซิ้งแต่งตัวตลก สกปรกมอมแมมสนุกสนาน อันเป็นประเพณีวัฒนธรรมของท้องถิ่น พอจุดบั้งไฟและสรงน้ำพระเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็เดินทางกลับบ้าน คงเหลือแต่พวกเซิ้งแห่เซิ้งเข้าไปขอเหล้ากินในหมู่บ้านยานาง บ้านโนนแต้ บ้านเพ็กใหญ่และบ้านสระบัว ซึ่งเป็นหมู่บ้านอยู่ใกล้โนนแท่นพระ

ความเชื่อถือของผู้คนในสมัยนั้น เชื่อถือว่าโนนแท่นพระนี้มีเจ้าจอมปกปักรักษาคุ้มครองอยู่และมีความศักดิ์สิทธิ์มาก ใครพูดจาเชิงหมิ่นประมาทหรือไม่เคารพ หรือใครเข้าไปตัดไม้ภายในบริเวณโนนแท่นพระแม้แต่ต้นเดียวลำเดียว คนคนนั้นจะต้องมีอันเป็นไป และเห็นประจักษ์จริงๆ จะต้องให้เฒ่ากระจ้ำไปขอขมาลาโทษ การเจ็บไข้หรืออาการต่างๆจึงจะหายไป บางรายถึงกับเสียชีวิต

ในอดีตองค์พรพุทธรูป และเทวรูปที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือและมีประเพณีสรงน้ำพระเป็นประจำทุกปีนั้น เรียกว่า “พระเจ้าโนนแท่นพระ”

ปีพ.ศ. 2497 หลวงปู่พระครูปฏิภาณธรรมรส(เจ้าคณะอำเภอพลองค์แรกฝ่ายมหานิกาย)อดีตเจ้าอาวาสวัดประทุมวัน บ้านเพ็กใหญ่ จัดให้มีการแข่งขันบั้งไฟขึ้นสูง บั้งไฟที่จะนำมาแข่งขัน จะต้องเป็นบั้งไฟหมื่น(12 ก.ก.)ขึ้นไป และจะมีรางวัล ชนะที่ 1 – 2 – 3 อย่างสวยงาม เมื่อชาวบ้านทราบโครงการแล้ว แต่ละหมู่บ้านก็จะทำบั้งไฟหมื่นมาแข่งขันกัน แต่ละขบวนก็มีขบวนเซิ้งประกอบ ถือว่าเป็นงานใหญ่ครึกครื้นงานหนึ่งในรอบปี ขบวนเซิ้งแต่ละคนก็แต่งตัวมอมแมม นุ่งน้อยห่มน้อย สรุปคือ ประดิษฐ์อวัยวะเพศชาย-หญิง มัดติดลำตัว บั้นเอว ระบายสีเหมือนของจริงเร่ไปตามปรำของแต่ละหมู่บ้าน ไม่ถือว่าเป็นเรื่องลามกอนาจาร เพราะเป็นประเพณีของบุญบั้งไฟในสมัยนั้น

มีขบวนหนึ่งซึ่งเป็นเด็กหนุ่ม กลุ่มนี้มีพฤติการณ์พิสดารพิเศษ คือประดิษฐ์เป็นกล้องถ่ายรูป แบบมีขาตั้งและมีผ้าคลุมยกเคลื่อนที่ได้ ข้างในประดิษฐ์เป็นรางรองรับท่อนไม้ที่ประดิษฐ์เป็นอวัยวะเพศชายขนาดเท่าท่อนแขนปลายหัวทาสีแดง และใช้หนังสติ๊คผูกติดยึดไว้กับรางรองรับ ใช้สลักดึงหนังสะติ๊คให้ตรึงเอาไว้ พอใช้นิ้วมือกดสปริง แรงยางสะติ๊คก็ส่งอวัยวะเพศชาย(ปลัดขิก)พรุ่งออกมา ดูแล้วอุจาดตา

ชายหนุ่มกลุ่มนี้ก็ร้องประกาศว่า ใครต้องการถ่ายรูปก็ให้ออกมายืนจะถ่ายรูปและอัดให้ทันที เร่ไปซุ้มโน้นซุ้มนี้ เซิ้งไปสนุกสนานเฮฮาไป พอดีไปซุ้มหมู่บ้านหนึ่งที่พาลูกหลานมาสรงน้ำพระในโนนแท่นพระ มีหนุ่มคนหนึ่งมองไปเห็นหญิงสาววัยรุ่น หน้าตาดีจึงเข้าไปจีบและขอร้องให้เด็กสาวคนนั้น ออกมายืนเพื่อรับการถ่ายรูป เพื่อนก็นำเอากล้องกำมะลอไปตั้งอย่างทะมัดทะแมงเหมือนช่างถ่ายรูปจริงๆ เริ่มนับ 1 – 2 – 3 พร้อมกับตวัดสปริง ยางหนังสะติ๊คก็บังคับให้อวัยวะเพศชาย(ปลัดขิกทาหัวสีแดง)พรุ่งพรวดออกมาตามราง สาวน้อยคนนั้นก็ร้องกรี๊ดขึ้นพร้อมกับล้มลงเป็นลม จึงเกิดโกลาหลขึ้น

อาจารย์สมเกียรติ สมบัติธีระ พร้อมด้วยพระมหาเคน(พระครูประกาศสิริธรรมเจ้าคณะอำเภอพล รูปที่ 2)และพระมหาอารย์(อดีตพระลูกวัดประทุมวันบ้านเพ็กใหญ่) ซึ่งทั้งสามท่านได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ตัดสินการแข่งขันบั้งไฟขึ้นสูง ได้เข้าไกล่เกลี่ยกับญาติและผู้ใหญ่ของหมู่บ้านนั้น จนเป็นที่เข้าใจกัน สาวน้อยผู้น่าสงสสารก็ถูกรุมสาดน้ำจนเปียกปอน พอเลิกงานกลับถึงบ้านเธอเลยเป็นไข้ขึ้นสูง ตกกลางคืนมามีญาติพี่น้องมาเฝ้าไข้ จนถึงเวลาประมาณ 6 ทุ่ม(เที่ยงคืน) สาวน้อยคนนั้นทะลึ่งลุกขึ้นยืนพร้อมกับพูดว่า “***ต้องตาย กูจะหักคอ***เดี๋ยวนี้ ***เป็นหยั๋งจั้งตั๋วกู ให้กูเชื่อ*** ยืนให้***ถ่ายรูป ***รู้ไว้สา ว่ากูคือ “สิบตรีภิรมย์”

ข่าวนี้เล่าลือกันไปปากต่อปากมาเรื่อยๆจนถึงหมู่บ้านยานางและหมู่บ้านใกล้เคียงในระแวกนั้น จึงเชื่อว่าเจ้าพ่อผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่โนนแท่นพระนี้ชื่อ “สิบกรีภิรมย์” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

อาจารย์สมเกียรติ สมบัติธีระ เล่าต่อไปว่า ในระหว่างปีพ.ศ. 2490 – 2497 มีหมอลำกลอนคนหนึ่งชื่อ “หมอลำสิบตรีภิรมย์” เป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี เคยเป็นทหารมียศเป็นสิบตรีออกจากทหารมามีอาชีพเป็นหมอลำกลอนและมีชื่เสียงโด่งดังมาก มีกิตติศัพท์ลือกระฉ่อนไปทั่วภาคอีสาน เพราะสมัยนั้นคนนิยมฟังหมอลำกลอน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ถ้ารู้ว่าหมอลำสิบตรีภิรมย์ไปลำในหมู่บ้านในระยะทางไกลๆก็พากันแห่ไปฟัง โดยเฉพาะเด็กหนุ่มสาว ติดงอมแงมถึงกับคลั่ง จึงสันนิษฐานว่า เด็กสาวน้อยคนนี้แกคงจะคลั่งติดตราตรึงใจคลั่งใคล้อยู่กับหมอลำที่ชื่อว่า “สิบกรีภิรมย์” เมื่อแกเกิดความเสียใจเป็นไข้สูง ไม่มีสติสัมปชัญญะ แกจึงเพ้อละเมอพูดถึงชื่อที่ฝังอยู่ในจิตใจของแกว่า“สิบกรีภิรมย์” คนเราเมื่อขาดสติ สิ่งใดที่ฝังใจอยู่ก็จะพูดออกมาเช่นนั้น จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ชาวบ้านขนานนามองค์เทวรูปที่โนแท่นพระว่า “สิบกรีภิรมย์”

นอกจากนี้แล้ว พ่อจารย์คำมา นิยมพลเล่าว่า ในอดีตเคยป่วยเป็นไข้ป่าล้มหมอนนอนเสื่ออยู่หลายเดือนไม่สามารถไปร่วมทำบุญบั้งไฟและสรงพระในโนนแท่นพระได้ จะฝนยารากไม้ให้กินอย่างไรก็ไม่หาย แม่คำนาง นิยมพลจึงไปจ้างวานคณะหมอลำผีฟ้ามาปัวคนป่วย(การรักษาพยาบาลคนไข้ในสมัยนั้น) ขณะที่คณะหมอลำฟ้อนไปรำไป หัวหน้าคณะหมอลำก็เข้าทรงและบอกว่าเป็นเพราะว่า“สิบกรีภิรมย์”เข้าสิง แม่คำนางจึงเอาดอกไม้ธูปเทียน มาบูชาและขอขมา หัวหน้าคณะหมอลำก็ร้องรำไปเรื่อยๆ..........มีตอนหนึ่งร้องลำว่า........ลงมาเล่นนำกันให้มันม่วน......อีแม่ศรีเมืองเอย......ฯลฯ

พ่อจารย์คำมาลุกกระโดดขึ้นฟ้อนรำไปกับคณะหมอลำและฟ้อนรำไปรอบๆวงหลายรอบ หลังจากนั้นอาการป่วยก็หายป่วยและออกไปไถนาได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก

อนึ่ง ชาวบ้านในระแวกใกล้เคียงบริเวณโนนแท่นพระเมื่อมีงานประเพณี“สรงกู่โนนแท่นพระ”ชาวบ้านจะจัดทำบั้งไฟขึ้นคุ้มละหนึ่งบั้งนำไปจุดแข่งขันกันทางทิศตะวันออกของโนนแท่นพระ

คุ้มโนนแต้มีพ่อจารย์คำมาเป็นหัวหน้า พาชาวบ้านคุ้มโนนแต้ไปตัดไม้ไผ่ในโนนแท่นพระมาทำบั้งไฟและหางบั้งไฟ ชาวบ้านมาช่วยกันทำบั้งไฟอยู่ที่สามแยกระหว่างบ้านครูกลม อักษรเสือติดกับบ้านแม่ใหญ่โม้ บ้านแม่ใหญ่เขียมและบ้านแม่ใหญ่ขอด

เมื่อทำเสร็จแล้วก็พากันเซิ้งบั้งไฟไปโนนแท่นพระโดยมีหัวหน้าเป็นผู้นำว่าคำกลอนเซิ้งและชาวบ้านว่าตามไปตามหมู่บ้านจนถึงโนนแท่นพระ ในขบวนเซิ้งบั้งไฟนั้นจะมีคนเอา“ปลัดขิก” ทาหัวสีแดงใส่กระบอกไม้ไผ่แขวนคอเซิ้งไปในขบวนเซิ้งบั้งไฟนั้นด้วยเมื่อไปพบเห็นชาวบ้านมุงดูอยู่หลายคนจะดึงชักปลัดขิก(ศิวลึงค์)ออกมาหลอกหลอนชาวบ้านเล่นเป็นการสนุกสนานยิ่งนักแต่มีบางคนตกใจกลัวจนล้มป่วยลงจะรักษาอย่างไรก็ไม่หาย เมื่อญาติพี่น้องไปสรงน้ำพระในโนนแท่นพระ เอาน้ำหอมและดอกไม้ไปขอขมาแล้ว คนป่วยนั้นจึงหายป่วยอย่างปาฏิหาริย์

บางครั้งมีคนเข้าไปตัดไม้ทำลายป่าและล่าสัตว์ป่าใกล้กับบริเวณโนนแท่นพระนั้นมักจะเกิดเจ็บป่วยขึ้นอยู่เป็นประจำ ต้องขอขมาจึงจะหายซึ่งเป็นความเชื่อถือผีสางและเทวดาในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บของชาวบ้านในสมัยนั้น

ชาวบ้านเกิดความเลื่อมใสในความศักดิ์สิทธิ์ว่าองค์พระพุทธรูปและเทวรูปนั้นเป็นผู้ปกปักรักษาป่าไม้ในโคกป่าดงดิบและเป็นสถานที่รักษาโรคของประชาชนทั่วไป จึงพากันเรียกองค์เทวรูปนั้นว่า “สิบกรีภิรมย์”

จากคำบอกเล่าของอาจารย์สมเกียรติ สมบัติธีระและพ่อจารย์คำมา นิยมพลจึงสันนิษฐานว่า องค์พระพุทธรูป องค์นี้ได้สร้างขึ้นมาเป็นพันๆปีแล้ว ประกอบกับเป็นศิลปะของสมัยขอมเสียด้วย ในอดีตไม่มีชื่อเสียงเรียงนามปรากฎมาก่อน ชาวบ้านสมัยก่อนเรียกว่า“พระเจ้าโนนแท่นพระ”

แต่กาลต่อมาองค์พระพุทธรูปที่ชาว บ้านเคารพนับถือ ได้มีแสดงอภินิหารและปาฏิหาริย์หลายอย่างเกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ “หมอลำกลอน” และ“หมอลำผีฟ้า” จึงเป็นสาเหตุของการตั้งชื่อสิ่งศักดิ์ในโนนแท่นพระว่า“สิบกรีภิรมย์”

โดย : ตา คม เมื่อ : วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2556
ที่มา http://www.pekyai.org/index.php?show=webboard&file=read&id=82

---------

หัวข้อ : เสนอแผนพัฒนาโนนแท่นพระ 2556

แผนพัฒนาสาธารณสถานโนนแท่นพระ

เพื่อให้เป็นสถานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดีท้องถิ่น

ของตำบลเพ็กใหญ่ อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น

(เป็นเพียงแนวความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ)

……………………………………………….

1. หลักการ

การท่องเที่ยวถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ให้เข้ามาเที่ยว อันจักเป็นการเพิ่มช่องทางรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ซึ่งในพื้นที่ตำบลเพ็กใหญ่อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น มีแหล่งโบราณสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่สำคัญ ได้แก่อนุสรณ์สถานโนนแท่นพระ ปัจจุบันยังไม่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาเท่าที่ควร

ก็แล ที่ดินสาธารณสถานโนนแท่นพระ ประชาชนทั่วไปต่างรู้จักอย่างดีว่า เป็นดินแดนที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชนเผ่าที่เจริญด้วยอารยะธรรมในครั้งอดีต และเป็นสถานที่จัดงานสำคัญๆ ประจำปีทุกๆ ปี ประชาคมบ้านยานาง และบ้านโนนแต้ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า หากมีการปรับปรุงพัฒนาให้เป็นสถานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ย่อมจักก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างมาก และสอดรับกับสถานการณ์และนโยบายของรัฐบาลยุคปัจจุบันโดยตรง บ้านยานางและบ้านโนนแต้ ตำบลเพ็กใหญ่ อำเภอพล จึงได้จัดทำโครงการปรับปรุงพัฒนาสาธารณโนนแท่นพระเป็นสถานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิงประวัติศาสตร์ และ โบราณคดี พ.ศ. 2556 ขึ้น

2. วัตถุประสงค์

1. เพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริม สืบสาน บูรณาการปูชนียสถานโนนแท่นพระให้เป็นสถานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดีประจำพื้นที่ตำบลเพ็กใหญ่ และอำเภอพล จังหวัดขอนแก่น

2. ส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชน และสร้างโอกาสด้านอาชีพ หรือเพิ่มช่องทางรายได้ให้กับประชาชนในชุมชนและหมู่บ้านในพื้นที่ใกล้เคียง

3. เป้าหมาย

1.1 เป้าหมายพื้นที่ดำเนินการ ที่ดินสาธารณะโนนแท่นพระ จำนวน 240 ไร่

1.2 เป้าหมายประชาชนที่มีส่วนได้รับประโยชน์หรือมีส่วนได้เสีย จำนวนประชากรบ้านยานาง และ บ้านโนนแต้ จำนวน 1500 คน ประชากรตำบลเพ็กใหญ่ 15000 คน

4. แผนงาน/กิจกรรมดำเนินการ

4.1 แผนงาน/กิจกรรมเกี่ยวกับการปรับปรุงภูมิทัศน์

4.2 แผนงาน/กิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างถนนหนทางโดยรอบและภายใน

4.3 แผนงาน/กิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างอาคาร/สถานที่สำหรับบริการ และอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งศาลาชมวิว ศาลาแสดงสินค้าพื้นบ้าน และศาลาริมทาง

ก. แผนงาน/กิจกรรมเกี่ยวการปรับสภาพภูมิทัศน์

( 1 ) ปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ บริเวณโดยรอบพิพิธภัณฑ์ปู่สิบกรีเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัย รองรับโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว

( 2 ) ปรับสภาพภูมิทัศน์หนองน้ำสระเย็นบริเวณดอนตาปู่เพื่อรองรับโครงการส่งเสริมสุขภาพและขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีชุมชน

( 3 ) ปรับสภาพภูมิทัศน์บริเวณที่ดินสาธารณสถานโนนแท่นพระบริเวณที่ยื่นล้ำข้ามถนนไปยังฝั่งทิศใต้(ทางเข้าหมู่บ้านโนนแต้)เพื่อป้องกันการบุกรุกและใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สาธารณชน

( 4 ) ปรับสภาพภูมิทัศน์ฝั่งน้ำสระเย็นบริเวณติดกับรั้วโรงเรียนบ้านยานางรองรับโครงการส่งเสริมสุขภาพ และการพักผ่อนหย่อนใจ

( 5 ) ปรับสภาพภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบสระเย็นรองรับโครงการสวนสุขภาพชุมชนตำบลเพ็กใหญ่

ข. แผนงาน/กิจกรรมเกี่ยวกับถนนหนทาง ได้แก่

1. ถนนทางเชื่อมจากทางหลวงแผ่นดินเข้าไปยังที่ประดิษฐานองค์พระประธานใหญ่ พื้นที่ลานด้านหน้าพระประธานขนาดความกว้าง 6 เมตร ยาว 100 เมตร

2. ถนนเชื่อมระหว่างวงเวียนพระประธานไปยังพิพิธภัณฑ์ปู่สิบกรี ขนาดความกว้าง 6 เมตร ความยาว ประมาณ 100 เมตร

3. ถนนเชื่อมระหว่างวงเวียนพระประธานไปยังฐานบั้งไฟ ขนาดความกว้าง 6 เมตร ความยาวรวมประมาณ 250 เมตร

4. ถนนเชื่อมระหว่างฐานบั้งไฟไปยังถนนสายทางหลวงแผ่นดิน บริเวณข้างขอบสระหนองแก ทิศตะวันออก ขนาดความกว้าง 6 เมตร ความยาวประมาณ 300 เมตร

5. ถนนทางเชื่อมตามแนวขอบสระเย็นฝั่งทิศตะวันตก(รั้วโรงเรียน)เชื่อมระหว่างเส้นทางหลวงแผ่นดินกับถนนลำลองสระเย็น-โรงเรียนบ้านยานางด้านทิศใต้ขนาดความกว้าง 6 เมตร ความยาวประมาณ 200 เมตร

6. ถนนทางเชื่อมจากถนนทางหลวงแผ่นดินเข้าไปยังโรงสีชุมชนขนาดความกว้าง 6 เมตร ยาว 150 เมตร

7. ถนนคู่ขนานภายใน จากปากทางสระหนองแกไปยังทางเข้าที่ประดิษฐานพระประธาน ขนาดความกว้าง 4 เมตร ความยาว ประมาณ 300 เมตร

8. ถนนบนคูสระหนองแจ้ง จากวงเวียนพระประธาน ถึงฐานบั้งไฟ ขนาด 4 เมตร ยาวประมาณ 200 เมตร

ค. แผนงานเกี่ยวกับการปรับปรุงภูมิทัศน์

1. ปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบปริมณฑลศาลปู่สิบกรี

2. ปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์บริเวณดอนปู่ตา

3. ปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบสระต้นแจ้ง(ฐานบั้งไฟ)

4. ปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์บริเวณหนองสระเย็นด้านทิศตะวันตก(ถนนตัดใหม่ข้างรั้วโรงเรียน)

5. ปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์บริเวณพื้นที่ นสร.โนนแท่นพระพื้นที่ๆยื่นเข้าไปในเขตบ้านโนนแต้(ด้านตะวันตกเฉียงใต้)ให้เป็นที่ตั้งศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร หรือ เป็นที่ตั้งตู้ยามตำรวจ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างตามความเหมาะสม

6. ปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบสระแกเป็นสวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติฯ สำหรับประชาชนตำบลเพ็กใหญ่

ง. แผนงานเกี่ยวกับการสร้างสิ่งปลูกสร้าง ( ประเภทบริการ)อาคาร ศาลาชมวิว

1. แผนงานสร้างอาคารบริการนักท่องเที่ยว

2. แผนงานสร้างอาคารห้องประชุมอเนกประสงค์

3. แผนงานสร้างห้องน้ำห้องส้วมสำหรับประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยว

4. ศาลาชมวิวริมน้ำ ถนนทางเชื่อมสายข้างรั้วโรงเรียน จำนวน 3 หลัง

5. ศาลาชมวิว/ที่พักบริเวณคูสระหนองแก ด้านทิศใต้ จำนวน 1 หลัง

6. ศาลาชมวิวริมถนนขอบสระหนองแจ้ง ด้านทิศใต้ จำนวน 2 หลัง

จ. แผนงานอื่นๆ

1. จัดทำป้ายคอนกรีตมาตรฐานทางเข้า-ออก อนุสรณ์สถานโนนแท่นพระ

2. จัดสร้างศูนย์บริการสำหรับนักท่องเที่ยวในบริเวณอนุสรณ์สถานโนนแท่นพระ หรือบริเวณหน้าพระประธานใหญ่

3. สร้างป้ายตำนานความเป็นมาของอนุสรณ์สถานฯ

4. ป้ายผังแสดงสถานที่ และป้ายบอกทางไปยังสถานที่สำคัญต่างๆภายในบริเวณโนนแท่นพระ

5. การจัดระเบียบโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์และบริเวณเกี่ยวเนื่อง

6. การขุดโชว์โบราณวัตถุที่เป็นบั้นบันไดหิน ทิศใต้ถนนตรงกับด้านหน้าศาลฯ

7. การจัดจ้างเวรยามเฝ้าโบราณสถานโนนแท่นพระแบบเป็นประจำ

5. ขั้นตอน/วิธีการดำเนินการ

5.1 สำรวจพื้นที่

5.2 สำรวจความต้องการ

5.3 วิเคราะห์ประเมินความคุ้มค่าการลงทุน

5.4 ออกแบบแผนงานหรือกิจกรรม

5.5 ดำเนินการ

5.6 ติดตามประเมินผล

6. พื้นที่ดำเนินการ สาธารณสถานโนนแท่นพระ บ้านยานาง ตำบลเพ็กใหญ่ อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น

7. งบประมาณ

7.1 งบที่ได้รับจัดสรรตามปกติของ องค์การบริหารส่วนตำบลเพ็กใหญ่

7.2 งบสนับสนุนจากส่วนราชการอื่น หรือรัฐบาล

8. หน่วยงานรับผิดชอบองค์การบริหารส่วนตำบลเพ็กใหญ่

9. ผลที่คาดว่าจะได้รับ

9.1 เกิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดีระดับพื้นที่ของตำบลเพ็กใหญ่ และอำเภอพล จังหวัดขอนแก่น

9.2 เปิดช่องทางอาชีพและรายได้สำหรับประชาชนในพื้นที่

9.3 เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ ค้นคว้าประวัติศาสตร์และใช้ ศูนย์ข้อมูลทางวัฒนธรรมของตำบลเพ็กใหญ่

9.4 ประชาชนมีความรักและภาคภูมิใจในสมบัติอันเป็นมรดกตกทอดและสถานที่เชิดชูความเจริญท้องถิ่น สมกับคำขวัญที่ว่า “อำเภอพล โนนแท่นพระ”

โดย : ส. เมื่อ : วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2555
ที่มา http://www.pekyai.org/index.php?show=webboard&file=read&id=48

บทความ: 
เมืองพล: