ชุลีมากส์ พานนนท์ อีกหนึ่งตำนานของ “ครูบ้านนอก”

ครูบ้านนอกคนหนึ่งถามคำถามนี้กับเด็กนักเรียนของเธอเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว คำตอบซื่อๆ ที่ได้รับในวันนั้นไม่เพียงสะเทือนเข้าไปในความรู้สึกของคนเป็นครู แต่มีผลทำให้เกิดแรงบันดาลใจหลายประการในการทำหน้าที่ “ครู” ในชุมชนที่ได้ชื่อว่าเป็นท้องถิ่นทุรกันดาร แห้งแล้งทั้งฝนฟ้า น้ำ อาหาร หรือแม้กระทั่ง...การศึกษา

หญิงสาววัยกลางคน แต่งกายง่ายๆ ด้วยเสื้อเชิ้ตกางเกงยืด สวมหมวกคลุมศีรษะเดินดูเด็กๆ สร้างยุ้งข้าวอยู่กลางแดดร้อนจัด ใบหน้ากร้านแดดนั้นยิ้มแย้มอย่างภาคภูมิใจเมื่อผายมือไปรอบๆ แล้วแนะนำเรือนไม้สองชั้นแห่งบ้านนาโคกว่า นี่คือบ้านที่ลูกๆ ของเธอสร้างขี้นมาด้วยสองมือของพวกเขา ทั้งคอกหมู เล้าไก่ แปลงผักด้านหลังโน้นก็เป็นผลงานชิ้นเอกของลูกๆ จำนวนกว่า ๖๐ คนที่อาศัยอยู่รวมกันในนามของ “โครงการส่งเสริมเพื่อการศึกษาเด็ก” บ้านหญ้าคา ตำบลเมืองพล จังหวัดขอนแก่น

“แม่นก”ที่เด็กๆ บ้านนาโคกเรียกขาน ก็คือคนๆ เดียวกับ “ครูนก”หรือ “ครูชุลีมากส์ พานนนท์”แห่งโรงเรียนบ้านขอนพาด-หนองแวงเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่ตำบลเล็กๆ แห่งนี้ยังห่างไกลจากความเจริญ ชาวบ้านห่างไกลจากความอยู่ดีกินดีและเด็กๆ ที่นี่ก็ห่างไกลจากการศึกษา...แล้วตำนานของครูบ้านนอกคนหนึ่งก็เกิดขึ้นที่นี่

“ดิฉันเป็นคนจังหวัดชัยภูมิ แต่งงานกับ อาจารย์สุนทร (สามี) แล้วก็ย้ายมาอยู่เป็นครูอยู่ที่อำเภอพลเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ ยี่สิบปีที่แล้ว” ครูนก เล่าย้อนถึงอดีตเมื่อครั้งสอบบรรจุมาเป็นครูที่โรงเรียนบ้านขอนพาด-หนองแวง

“ตอนแรกที่มาอยู่ที่นี่ ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งมอง ที่นี่แล้งมาก หมู่บ้านทุรกันดารมาก ไม่มีถนน รถก็ไม่มี มีแต่รถอีแต๋นกับขี้โคลน ถ้าหน้าร้อนก็มีแต่ทราย แต่ที่นี่เป็นหมู่บ้านชนบทที่ดีมาก เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันมาก แต่ด้วยความยากจนและความไม่เข้าใจเรื่องการศึกษา ทำให้ชาวบ้านไม่ได้เรียนหนังสือและไม่ส่งเด็กเรียนด้วย ปีละคนก็ยังไม่จบ เพราะเด็กลำบาก ต้องเดินไกล แล้วก็มีโรงเรียนอยู่ที่เดียวคือโรงเรียนบ้านขอนพาด-หนองแวง ถึงชั้นประถม ๔ เด็กบางหมู่บ้านจบ ป.๔ มาต่อ ป.๖ แค่คนเดียวก็เรียนได้ไม่ถึงเทอม เดินไม่ไหว ปัจจัยอะไรก็ไม่มี เงินพ่อแม่ก็ไม่มีจะส่งเรียน ทั้งๆ ที่ก็ให้โควตาเรียนฟรี แต่ค่าใช้จ่ายเขาไม่มี เด็กก็เรียนไม่ได้ อีกอย่างหนึ่งคือ ชาวบ้านไม่เข้าใจเรื่องการศึกษา เขาไม่อยากให้ลูกเรียน เขาอยากให้ลูกไปรับจ้าง โตขึ้นมาก็ต้องไปรับจ้าง แต่เผอิญว่ามีกฎหมายบังคับ พอเด็กจบ ป.๔ เขาก็ให้ลูกไปทำงาน ถ้าลูกบ้านไหนไปทำงานมากๆ ก็จะมีบ้านสวยอยู่ มีมอเตอร์ไซค์ขี่ มีหน้ามีตา คนไหนส่งลูกเรียนเขาก็ว่ารอเอาปี๊บคลุมหัว เขามีความเชื่ออย่างนั้น ดิฉันเห็นแล้วก็ได้แต่สงสารเด็กและเก็บความรู้สึกไว้ในใจลึกๆ เพราะตอนนั้นเงินเดือนครูก็น้อย ๑,๐๘๐ บาท ภาระทางบ้านก็มีอยู่ แต่ก็พยายามช่วยเหลือเด็กเท่าที่ทำได้ “

เวลาหลายปีที่ได้สัมผัสกับปัญหาของลูกศิษย์ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการดำรงชีพและการศึกษา ทำให้ครูนกพยายามปรับเปลี่ยนทัศนคติด้านการศึกษาของชาวบ้านโดยใช้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการทำความเข้าใจกับเด็กและผู้ปกครอง

“จริงๆ แล้วถ้าเราจะเป็นครูแบบสอนๆ ไป เย็นเลิกงาน กลับบ้าน มันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ด้วยความที่เราเป็นคนสังเกตแล้วก็สงสารเด็กด้วย เราก็มาคิดว่าทำยังไงนะจะลดค่านิยมตรงนี้ลงไป พ.ศ.๒๕๒๓-๒๕๒๖ ก็พยายามทำความเข้าใจกับชาวบ้านตลอดเวลา โดยเอาเด็กเป็นสื่อ ฝึกเด็กเป็นผู้นำโรงเรียน พอปี ๒๕๒๗ ก็เริ่มเป็นชมรมเล็กๆ ที่แนะแนวการศึกษาเด็ก โดยเอาโรงเรียนเป็นแกน ก็มีการฟ้อนรำ ร้องเพลง เล่านิทาน เด็กก็มาร่วม เราก็แนะแนวการศึกษาเขาและรับรู้ปัญหาของเด็กๆ ไปด้วย พอคุ้นเคยกันเขาก็เริ่มคุยกับเรา”

ขณะที่ชมรมแนะแนวการศึกษาเพื่อให้คำแนะนำแก่เด็กๆ ที่ขาดโอกาสด้านการศึกษาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จากความผูกพันฉันท์ครู-ศิษย์ ก็เพิ่มพูนขึ้นพร้อมๆ กับที่รังเล็กๆ ของ “ครูนก” ก็ลูกนกตัวเล็กๆ มาขอพึ่งพิงอาศัยอยู่ด้วย

“ดิฉันพักอยู่ที่โรงฝึกงาน เป็นอาคารอเนกประสงค์เล็กๆ ที่คนเขาไม่พัก แต่ดิฉันอยู่ที่นั่นเพราะเราเป็นคนพลัดถิ่นไป อีกอย่างเราก็เป็นคนจน ก็อยู่กับเด็กได้ หลังจากตั้งชมรมระยะหนึ่งก็มีเด็กๆ มาอยู่ด้วยเพราะพ่อแม่เขาไม่อยู่ ไปทำงานที่กรุงเทพฯ มันแล้งมาก ฝนเม็ดหนึ่งก็ไม่มี ชาวบ้านก็พากันเข้ากรุงเทพฯ ผู้ใหญ่บ้านนำทีมไปเลย ไปทำงานก่อสร้าง ตั้งแต่ปี ๒๙-๓๑ สามปีต่อเนื่องกัน ทีนี้เด็กขาดเรียนไปไม่ได้ ก็ต้องให้พี่ดูแลน้อง เราก็สงสัย เอ๊ะ ทำไม ขี้ไคลมันเยอะ เสื้อผ้าดำมอมแมม เด็กผู้หญิงนี่แทบจะไม่มีผ้านุ่ง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ดิฉันก็เลยเอาผ้าถุงของเราฉีกแบ่งครึ่งเป็นสองท่อนให้เด็กไป แล้วก็เริ่มสอนให้เขาอาบน้ำ ตื่นนอนก็สอนให้อาบน้ำก่อน ถูขี้ไคลให้ เย็บเสื้อไว้ให้เปลี่ยนที่โรงเรียน เสื้อนักเรียนก็ซักให้สะอาด ตอนนั้นคิดว่าจะทำยังไงที่จะดูแลเด็กๆ ได้ จะให้เราไปนอนที่บ้านเด็กทีละหลังก็คงไม่ได้ ก็เลยใช้ห้องเรียนเป็นที่คุยกับเขา ไม่ได้คิดว่าจะเอาเด็กมาอยู่ด้วย คิดว่าเป็นชมรมแนะแนวการศึกษาเฉยๆ แต่พอผู้ปกครองไปกรุงเทพฯมากขึ้น ปัญหาก็เพิ่มมากขึ้น

วันหนึ่งถามเด็กคนหนึ่งว่า วันนี้หนูกินข้าวกับอะไร เขาตอบว่า ก้อยเขียดอีมู ก้อยเขียดอีมู เป็นยังไง เราก็ไม่เคยได้ยิน ก็เลยถามเด็กว่าหนูทำยังไง เขาก็บอกว่าตอนกลางคืนก็จะไปส่องเขียดมาให้น้องกิน เสร็จแล้วก็เอามาสับดิบๆ ใส่ข้าวคั่ว พริกป่น มะนาว ไม่มีมะนาวก็เอาน้ำมะขาม ใส่น้ำปลาแล้วเขาก็กิน สุกหรือไม่สุกก็ไม่รู้ เราฟังก็ตกใจ สะเทือนใจตรงนั้นมากแล้วก็เก็บเอามาคิดอยู่นานว่าหลักสูตรแกงเผ็ด แกงพะแนงที่เราเคยสอนเด็กในวิชาคหกรรม มันไม่ได้ผลแล้ว สอนไป เด็กเขาไม่เคยได้ใช้ นี่เขาไม่มีจะกินอยู่แล้ว เราก็ปรับใหม่ สอนเด็กๆ ให้เขาเอาไปใช้ได้ด้วย อ่อมเขียดทำยังไง แกงขี้เหล็กทำยังไง พาเด็กทำ ทำอย่างนี้นะเดี๋ยวแม่พาทำ ทีหลังหนูอย่าทำอย่างนี้นะลูก ก็เลยมีเด็กเริ่มมาพักด้วยที่โรงเรียน เขาก็ร่าเริงขึ้น ไม่หนี ไม่ร้องไห้ ไม่อยากขาดเรียน”

ด้วยภารกิจของความเป็นครู ทำให้ครูนกไม่อาจปฏิเสธลูกศิษย์ตัวเล็กๆ ที่ไร้ที่พึ่งพิง แม้ว่าจะมีภาระทางครอบครัวและข้อจำกัดเรื่องรายได้ แต่ก็ไม่ทำให้ครูนกของเด็กๆ ทอดทิ้งพวกเขาตรงกันข้าม “ครูนก”ทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีรายได้และทุนการศึกษาสำหรับเด็กๆ ที่มาอยู่ในความดูแลของเธอ

“เรื่องอาหารการกินที่นี่แล้งมาก ขี้เหล็ก ผักกระถิน ไม่มีก็หามาปลูก เรื่องน้ำเนี่ย มันจะอดขนาดไหน อาบน้ำยังต้องเอากะละมังรองอาบ แล้วเอาน้ำนั้นมารดน้ำต้นไม้ อาหารที่เลี้ยงเราได้ก็มีพวกกิ้งโครง ปูนา แมงกินนูนที่อยู่ตามต้นไม้ก็เอามากินได้

...เด็กคนแรกที่ดิฉันส่งเรียนเป็นคนนิสัยดีมาก ก็ให้ทุนการศึกษาเขา ซึ่งก็มีปัญหาอยู่บ้าง เราก็เริ่มตั้งวงดนตรีเล็กๆ ของเราในปี ๒๔๒๙ มีกลองชุดหนึ่งกับกลองทอม ให้เด็กๆ ร้องเพลงกัน แล้วก็เริ่มมีวงหมอลำชื่อชมรมนกน้อยลำเพลิน ชาวบ้านเขาก็ว่าจ้างมา เราก็กระเตงกันไป ดิฉันสอนเด็กรำ อาศัยว่าเราชอบรำ แล้วก็ได้พ่อของเด็กคนหนึ่งที่เป็นหมอลำมาช่วยสอน ในจุดนี้เขามีหมอลำของเขาอยู่แล้วในหมู่บ้าน เราก็หยิบภูมิปัญญาชาวบ้านเล็กๆ น้อยๆ มาสอนลูกเขา แล้วเด็กที่เรียนหนังสือนี่ดีอย่างหนึ่งคือเขาสามารถแต่งกลอนของเขาเองได้ รำได้ ก็เลยพัฒนามาเป็นรำเรื่องต่อกลอน ได้งานคนละ ๑๐๛๒๐ บาท เก็บเอาไว้เรียนหนังสือ
ทีนี้พ่อแม่เขามาเห็นเด็กสมบูรณ์ขึ้น สะอาดขึ้น เขาก็เริ่มเชื่อใจเรา ให้ลูกเรียน ไม่มีใครที่อยากจะให้ลูกไปอยู่กับคนอื่นหรอกค่ะ แต่เขาจำเป็น เขาก็ไว้ใจให้เด็กมาเรียน จำนวนเด็กก็เพิ่มจาก ๑๒-๑๓ เป็น ๑๖-๑๗ จนถึง ๓๖ คน ต่อมาปี ๓๔ ก็ย้ายบ้านเพราะพ่อสามีไม่มีคนดูแล เด็กก็ย้ายตามมาอยู่ด้วยที่บ้านที่อยู่ปัจจุบันนี้”

เวลายี่สิบปีผ่านไปพร้อมๆ กับทัศนคติด้านการศึกษาที่ดีขึ้น แต่สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงก็ทำให้เกิดปัญหาที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก บ้านที่ “ครูนก” อยู่ในปัจจุบันจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “โครงการส่งเสริมเพื่อการศึกษาเด็ก” เป็นโครงการที่รองรับเด็กที่ได้รับพิษภัยจากปัญหาสังคมต่างๆ อันสืบเนื่องจากปัญหาสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
ห้องครัวเล็กๆ ของเรือนไม้

เรือนไม้สองชั้น แห่งบ้านนาโคก

“ปัญหาเปลี่ยนทิศทางไปเลยนะคะ เมื่อเป็นเรื่องการศึกษาที่รณรงค์ให้เด็กที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาได้เรียนหนังสือ เด็กสอบได้ที่หนึ่งเราไม่ต้องพูดถึงเพราะเขาได้โควต้า เด็กเรียนดีแต่ยากจนมีถมเถไป แต่คนที่ได้ที่ ๒ ๓ ๔ ล่ะ เด็กพวกนี้ไปไหน เขาไม่ได้เรียน เด็กกลุ่มของเราจึงไม่ใช่เด็กเรียนดี แต่เป็นกลุ่มที่ขยันและอยากจะเรียนหนังสือ เราก็ส่งเขาเรียน พอมาช่วงหลังๆ กลายเป็นปัญหาสังคมคือเด็กเป็นกำพร้า เด็กที่อยู่ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่ไปทำงานแล้วเสียชีวิต แม่เสียชีวิต พ่อแต่งงานใหม่ ทิ้งลูกไว้ หรือพ่อเสียชีวิต แม่แต่งงานใหม่ พ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยงอยู่กันไม่ได้ บางคนเสียทั้งครอบครัว ทีนี้โครงการเราก็เลยเป็นโครงการที่รองรับเด็กกลุ่มนี้ มีเด็กที่ได้รับพิษภัยจากปัญหาสังคมในด้านต่างๆ มา กลายเป็นการรองรับเด็กซึ่งการดูแลจะยากกว่าแบบเก่า แต่อาศัยที่ว่าเราเป็นครู เราพอจะเข้าใจความรู้สึกในส่วนลึกๆ ของเขา ความละเอียดอ่อนของเขา

จำนวนเด็กกำพร้าหรือเด็กที่มีปัญหาเพิ่มขึ้นมากจริงๆ ค่ะ มันก็น่าจะเพิ่มเพราะปัญหาสังคมมันเยอะจริงๆ แต่ก็ไม่ได้หนักใจเท่าไรนะคะ หนักใจเรื่องข้างในของเขามากกว่า เด็กบางคนข้างในเขาบอบช้ำมาก เด็กที่มีปัญหามากจริงๆ ในระดับหมู่บ้านเท่านั้นถึงจะอยู่ที่นี่ได้ บางทีอบต.ส่งมา ครูส่งมา หรือบางทีก็มีคนมาบอกว่า แม่...เด็กคนนี้ไม่ไหวแล้วนะ เขาตีมันแล้ว เขาจะฆ่ามันแล้ว เราก็รับมาอยู่ด้วย ส่วนเด็กที่จิตใจเข้มแข็งพอจะอยู่ข้างนอกได้ เราก็ให้อยู่กับพี่ กับยายเขา ก็เลยเกิดเป็นโครงการในกับโครงการนอกขึ้นมา”

โครงการส่งเสริมเพื่อการศึกษาเด็ก มีเด็กจาก ๒๙ หมู่บ้านอยู่ในความดูแล แบ่งเป็น ๒ ประเภทคือ โครงการใน ซึ่งหมายถึงเด็กที่อยู่พักอยู่ในบ้านพักของโครงการ และ โครงการนอก หมายถึง เด็กที่พักอาศัยอยู่กับครอบครัวแต่ได้รับทุนการศึกษาจากโครงการฯ นอกจากนั้นยังอุปถัมภ์ผู้สูงอายุในหมู่บ้านต่างๆ อีก ๙๖ คน เป็นความช่วยเหลือเด็กๆ และคนในท้องถิ่นที่ไร้ที่พึ่ง แม้ทิศทางของโครงการจะเปลี่ยนแปลงจากที่มุ่งเน้นการรณรงค์เพื่อการศึกษามาเป็นการสังคมสงเคราะห์ แต่ก็ยังยึดถือในเรื่องการศึกษาเป็นหลัก ทั้งหมดนี้จึงหมายถึงรายจ่ายอันมหาศาลที่โครงการจะต้องแบกรับ

“ก่อนนั้น เราพักอยู่ที่โรงเรียน มีเด็กมาอยู่ด้วยเราสงสารก็ส่งให้เขาเรียนไปตามประสา นอกจากเงินเดือนของเราซึ่งเล็กน้อยมาก ก็ใช้วิธีกู้เงินจากสหการครู ซึ่งเป็นระบบที่ดีมาก เขาหักเงินเราเป็นเดือน เราก็กู้และใช้หนี้ของเก่าไปเรื่อยๆ หนักเข้าก็เอาพ่อบ้านกู้ด้วย ทีนี้พอจำนวนเด็กมากขึ้น เราก็ต้องทำทุกทางเพื่อให้อยู่ได้ เรื่องอาหารการกินก็หากินเอาตามธรรมชาติ เลี้ยงหมู เลี้ยงเป็ด ไก่ ไข่ก็เอาไว้ให้ลูกกิน วัว เราขายแม่วัวมันไป ลูกวัวยังอยู่ รับจ้างบ้าง ทำหมดทุกอย่าง ทำขนมขาย พาลูกไปขายขนม ขายปลา ปลูกผักขาย ทำ ส.ค.ส. เล่นหมอลำ จนชาวบ้านบางคนเขาว่าเราเป็นบ้า เคยเจอจดหมายสนเท่ห์ว่าเรามั่วเด็ก เราเป็นบ้า ว่าเราเป็นคอมมิวนิสต์ เขาถามว่าเรามีความสุขอะไรที่ทำแบบนี้ มีเงินเดือนสองคนผัวเมียรวมกันก็เลี้ยงลูกมันไปสิ มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งก็กระเตงเด็กไปเล่นหมอลำ ก็กระเตงกันมาจนปี ๒๕๓๗ มีองค์กรของญี่ปุ่นมาเจอเข้า เขาก็ช่วยเหลือเรื่องทุนการศึกษาครึ่งต่อครึ่ง เราก็ดีขึ้น แต่ที่ยังหนักอยู่คือเรื่องทุนการศึกษาและเงินไปโรงเรียน ส่วนเรื่องปากเรื่องท้องเราก็พอจะหาเลี้ยงตัวเองได้ เราทำนา ปลูกผัก หากินเอาตามธรรมชาติ บ้านที่เด็กๆ อยู่เราก็ปลูกก็สร้างกันเอง”

“ครูนก”ผายมือไปยังเรือนไม้ที่สร้างขึ้นโดยเด็กๆ บ้านนาโคก เป็นเรือนไม้สองชั้นโปร่งที่สร้างจากไม้ที่ได้รับการบริจาคมา บริเวณรอบๆ เป็นคอกไก่ เล้าหมู แปลงผัก และไกลออกไปสุดลูกหูลูกตาคือที่นาหลายสิบไร่ซึ่งเป็นเสมือนอู่ข้าวของโครงการฯ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ “ครูนก” ปลูกฝังไว้ให้แก่เด็กๆ ทุกคนในการฝึกอาชีพเพื่อเป็นพื้นฐานชีวิต

“เราเลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด ไก่ เพาะเห็ด ตรงไหนมีดินเราก็ปลูกพืชลงไป เป็นอาหารทั้งนั้นเลย ทุ่นค่าใช้จ่ายเรื่องกินไปเยอะ ทำไว้กินมีเหลือก็แบ่งขาย ช่วยครอบครัวโครงการนอกบ้าง เด็กๆ เขาก็ทำหน้าที่ของเขาตามที่แบ่งงานกันเป็นกลุ่ม คนนั้นเลี้ยงหมู ทำกับข้าว ทำความสะอาด ตอนเช้า ช่วงฤดูนา เขาก็ไปมัดข้าว เสร็จแล้วก็แต่งตัวไปโรงเรียน

...ดิฉันจะบอกเด็กๆ เสมอว่าการเป็นอยู่ของเรา ชีวิตของคนเรามันไม่ได้สวยหรู ถ้าเราไม่รู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์หรือคิดริเริ่มทำ ดิฉันจะบอกเขาเสมอว่าในพื้นดินของเรา ถึงมันจะมีน้อยนิด ถึงไม่มีน้ำ เราก็ทำนาได้ เมื่อก่อนเราก็ทำนาหยอด ทำนาเม็ด หลังเกี่ยวข้าวเราก็ลงผัก ผักที่ใช้น้ำน้อย แต่ถ้ามันไม่มีน้ำ ไม่มีฝนจะทำยังไง ก็เอากระติกตักน้ำมารด เราก็ได้กินผัก ถ้าเราเป็นคนไม่ขี้เกียจ เราก็ไม่อดตาย ถึงแม้ว่าเราจะจนในเรื่องทุนการศึกษา แต่ถ้าท้องเราอิ่ม สมองเราก็พัฒนา เราก็ทำอันโน้นอันนี้ได้ ก็สอนให้เป็นพื้นฐานชีวิตของเขาว่า เมื่อเขาโตขึ้น เขาจะไม่งอมืองอเท้า เด็กๆ เขาก็เก่งนะคะ ทำบ้านเขาก็ทำเอง ไม่เข้าใจเขาก็ถาม แม่อันนี้เรียกอะไร ก็ค่อยๆ บอกเขา สอนเขา”

นอกจากจะทำหน้าที่ “แม่นก”ของเด็กๆ ในโครงการแล้ว “ครูนก” ก็ยังทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติอยู่ที่โรงเรียนโคกล่ามกลางตำแย แม้ว่าจะสุขภาพจะไม่ค่อยดีนักก็ตาม

“ตอนนี้ก็ยังสอนหนังสืออยู่ สอนเรื่องมารยาท วัฒนธรรม คุณธรรมของไทย ทุกอย่าง อย่างเด็กที่นี่ เราก็สอนเขาเรื่องการทำมาหากิน ธรรมชาติเรามี เราก็ใช้ธรรมชาติให้เป็นประโยชน์ เอาธรรมชาติสอนเขา สอนวิชาการใช้ชีวิตให้อยู่รอด สอนการครองชีพ ทำตัวให้เหมาะสม แต่ไหนแต่ไรมา ดิฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองสอนแต่หนังสือเท่านั้น แต่ทำยังไงจะสอนคนให้เป็นคน ให้เด็กเขาเอาสิ่งที่เราสอนเขาไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

...ปัญหาเรื่องสุขภาพก็มีบ้าง เพราะเราอยู่กับสิ่งแวดล้อมแบบนี้ ทานอะไรไม่ได้ มันแพ้ไปหมด น้ำที่เรากินมาแต่เล็กแต่น้อยก็ยังแพ้ ต้องต้มน้ำอาบ มีพักหนึ่งไปญี่ปุ่น ดีขึ้นเพราะไม่มีฝุ่น แต่ยังไงก็ขอเกิดเมืองไทยตายเมืองไทย ไม่คิดว่าเป็นปัญหาเพราะเรายังทำงานได้ ยังให้กำลังใจเด็กๆ ได้ อย่างน้อยก็ต้องมีคนแทนเราได้ จะบอกเด็กว่าให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง ที่ตรงนี้จะไม่มีใครมาไล่หนู ไม่มีใครมาด่าหนู ไม่มีใครมาตีหนู เมื่อไม่มีแม่ หนูก็อยู่ได้”

สองบ่าเล็กๆ ของครูบ้านนอกคนหนึ่งที่แบกรับภาระของความเป็น “ครู” และ “แม่”ของเด็กๆ นับร้อยคน อาจดูเหมือนว่าหนักหนาสาหัสในสายตาของคนนอก แต่สำหรับ “ครูนก” เด็กทุกคนคือส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิตที่จะขาดหายไปไม่ได้เลย

“ ไม่คิดว่าตรงนี้เป็นภาระหนัก คิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว เป็นแขน เป็นขา ไม่ได้คิดว่าเป็นอย่างอื่นนอกจากส่วนหนึ่งในร่างกายของเรา มีคนถามอยู่หลายคนว่ารับเด็กมานี่เป็นภาระไหม เราก็บอกว่า เป็น แต่ถ้าเราไม่ได้รับเด็กมาเราก็มีภาระอยู่แล้ว คือทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา เขาเป็นลูกของเรา ที่เราจะต้องพาเขาไปกับเรา ไปด้วยกัน เหมือนแขนสองข้างที่แกว่งไปด้วยกัน ถ้าไม่มีเขาก็เหมือนขาดอะไรไป ก็คิดว่า พระพรหมคงลิขิตให้มาเป็นแบบนี้ ให้เด็กๆ เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา และเราก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา

ความสุขในการทำงานตรงนี้ของเราจึงอยู่ที่เด็ก มีความสุขที่ว่า เด็กที่เกเรที่สุด เด็กที่สังคมเขาไม่เอาแล้ว เด็กที่เรียนไม่เก่งที่สุดในระบบโรงเรียน ถูกตราหน้าว่าไม่มีความหมาย แต่เขาดีขึ้น เขาเป็นเด็กดีในสายตาของเรา ไปโรงเรียนก็ไม่ก่อปัญหา และสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ สามารถทำมาหากินได้ ทำไร่ทำนาได้ ตรงนี้เป็นความสุขมาก คิดว่าสิ่งที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงก็คือธรรมชาติ และความเข้าใจซึ่งกันและกัน เขารับรู้ได้ว่าเรารักเขาด้วยใจ เราเลี้ยงเขา ความสุขอะไรก็ไม่เท่ากับความสุขที่เกิดขึ้นทางใจ ในเมื่อเขามีความสุขทางใจ มันก็มีพละกำลังที่จะทำงานอื่นต่อไป”

เสียงตอกตะปูที่ยุ้งข้าวแว่วมาเป็นระยะ เด็กหนุ่มหลายคนกำลังขะมักเขม้นกับการสร้างยุ้งข้าวไว้เก็บข้าวที่ได้จากนาในฤดูเก็บเกี่ยวนี้ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งกำลังเกี่ยวข้าวอยู่ที่ทุ่งนาด้านโน้น อีกทั้งเรือนไม้สองชั้น แปลงผัก ฟาร์มเห็ด ฯลฯ เป็นผลงานอันเป็นรูปธรรมของเด็กๆ ภายใต้การดูแลอบรมของ “ครูนก” แต่สิ่งที่เด็กๆ ได้รับนอกเหนือจากนี้ก็คือวิชาการต่อสู้ชีวิตซึ่งจะหยั่งรากและบ่มเพาะให้เด็กๆ ได้เติบโตงดงามและแข็งแกร่ง อันเป็นความปรารถนาสูงสุดของครูคนหนึ่ง...

“ครู” ผู้สัตย์ซื่อต่อวิชาชีพ “ครู”ที่ไม่ดูดายกับความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมโลก และทำหน้าที่ของคำว่าแม่พิมพ์ของชาติให้สมบูรณ์ สมกับเป็น “ตำนาน”บทหนึ่งของครูบ้านนอก ที่แม้ไม่สูงส่งด้วยเกียรติยศแต่เต็มเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นครูและความเป็นมนุษย์

“อยากจะฝากว่าเราเป็นคนไทย อยู่ในผืนแผ่นดินเดียวกัน อยากให้มีความรักต่อคนในผืนแผ่นดินเดียวกัน โดยเฉพาะคนด้อยโอกาสไม่ว่าเขาจะเป็นเด็กภาคไหนก็ตาม เมตตาเขาเถอะค่ะ นิดๆ หน่อยๆ ข้าวมื้อหนึ่งก็สามารถต่อชีวิตเขาได้ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เป็นระบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า อย่าทอดทิ้งกันและให้ความสำคัญแก่เด็กด้อยโอกาสบ้าง เขาไม่ดี ก็อย่าเพิ่งไปตราหน้าเขา มันจะเป็นตราบาปของเด็กไปชั่วชีวิต กรุณาให้โอกาสและให้ชีวิตใหม่แก่เขา ให้เขาได้เกิดใหม่ด้วยค่ะ”

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคเงินและสิ่งของได้ที่ โครงการส่งเสริมเพื่อการศึกษาเด็ก ๑๓๙ หมู่ ๕ บ้านหญ้าคา ต.เมืองพล อ.พล จ.ขอนแก่น ๔๐๑๒๐ หรือที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาเมืองพล เลขที่บัญชี ๑๖๗-๒-๒๕๐๓๕-๔

ที่มา sakulthai.com

------------

คำประกาศเกียรติคุณคนไทยตัวอย่างประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๑

นางชุลีมาสก์ พานนท์

“ครู” คือ ผู้ให้ความรู้ ความคิดอ่าน ปลูกฝังระเบียบ วินัยและมโนสำนึก

“แม่” คือ ผู้ให้ชีวิต ให้ความรัก อุ้มชูอุปการะจนบุตรเติบใหญ่

จิตใจความเป็นผู้ใหญ่อันสูงส่งทั้งสอง ปรากฏรวมกันในบุคคลคนเดียว เป็นครูผู้หญิงเล็ก ๆ คนหนึ่ง ผู้รับเด็กขาดโอกาสจำนวนมากมาเลี้ยงดูเหมือนลูกตนเอง และส่งให้ศึกษาต่อถึงขั้นมัธยมและอุดมศึกษา ทั้งหมดนี้ จากหัวใจอันยิ่งใหญ่ และจากรายได้อันน้อยนิดต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาสิบสี่ปีเต็ม “แม่ครูผู้ให้” ท่านนี้คือ “นางชุลีมาสก์ พานนนท์”

นางชุลีมาสก์ พานนนท์ อายุ ๔๒ ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการประถมศึกษา จากวิทยาลัยครูมหาสารคาม ปัจจุบันรับราชการเป็นครูสอนชั้นเตรียมประถมที่โรงเรียนบ้านโคกล่ามตำแย อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ท้องที่แห่งนี้มีสภาพกันดาร แห้งแล้ง ชาวบ้านในวัยทำงานต่างอพยพเข้าไปขายแรงงานในเมืองใหญ่ บางหมู่บ้านเหลือแต่เด็กกับคนชรา ผู้ที่ยังอยู่ก็ล้วนต้องการให้ลูกมาช่วยทำนามากกว่าปล่อยให้เรียนต่อ

ในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ครูชุลีมาสก์ฯ พยายามสนับสนุนให้ลูกศิษย์คนเก่งคนหนึ่ง ได้มีโอกาสเรียนต่อชั้นมัธยม โดยต้องเจรจากับผู้ปกครองหลายครั้ง ต้องอธิบายเปรียบเทียบให้เห็นโอกาสดี ๆ ในอนาคตเด็กและครอบครัวที่เกิดจากการศึกษา จนผู้เป็นพ่อแม่คล้อยตามแต่ก็ไม่มีเงินพอจะส่ง ในที่สุดคุณครูฯ ก็ขอเป็นผู้อุปการะเอง จึงเป็นจุดเริ่มต้น ของโครงการส่งเสริมเพื่อการศึกษาเด็กในเวลาต่อมา

จากสภาพอันแร้นแค้นของพื้นที่ ความจำเป็นต้องอพยพแรงงาน และการที่พ่อแม่เชื่อถือในตัวคุณครูฯ ทำให้จำนวนเด็กในความอุปการะของครูชุลีมาสก์ฯ เพิ่มขึ้นเป็น ๔๒ คน ภายในห้าปีต่อมา เรียกกันว่า “เด็กโครงการนอก” และมีเด็กอีก ๖ คน มาอาศัยอยู่ในบ้าน เรียกกันว่า “เด็กโครงการใน” คุณครูฯ รับภาระค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียนของลูก ๆ ทั้งหมด โดยหวังแต่เพียงให้เด็กได้เรียนหนังสือชั้นสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้

คุณครูฯ ได้ตั้งวงดนตรีและวงหมอลำ ซึ่งฝึกจากเด็ก ๆ ขึ้นมา มีโอกาสได้แสดงในงานทอดผ้าป่าบ้างเป็นครั้งคราว เงินที่ได้จากเจ้าภาพก็เข้าสู่โครงการส่งเสริมเพื่อการศึกษาเด็ก กิจกรรมหลายอย่างเกิดขึ้นใน “ศูนย์ลูกรัก” บ้านที่เด็ก ๆ กับคุณครูอยู่ด้วยกันมีการทำหัตถกรรมเพื่อหารายได้เสริม และเพื่อรักษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ทำเครื่องโปงลางชิ้นเล็ก ๆ ขายเป็นของที่ระลึก ทอผ้าฝ้าย ประดิษฐ์ดอกไม้จากรังไหม มีการทำการเกษตรในบ้านเพื่อนำผลผลิตมาบริโภค เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเพื่อฝึกอาชีพพื้นฐานให้แก่เด็ก ๆ เช่น ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงหมูแม่พันธุ์ เป็ดไก่พื้นเมือง เลี้ยงปลา และเพาะเห็ด เป็นต้น

องค์กรสงเคราะห์เด็กบางแห่ง บริจาคเงินก้อนเข้ามาช่วยเหลือโครงการส่งเสริมฯ เช่น องค์กร Save the Children , Japan – Thailand มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก มูลนิธิอุทิศเพื่อเด็กไทยในชนบท เงินบริจาคเหล่านี้ เมื่อรวมกับรายได้เสริมต่าง ๆ และเงินเดือนของคุณครูก็ยังไม่พอ เนื่องจากจำนวนเด็กเพิ่มขึ้นทุกปี และวัยที่โตขึ้นของเด็ก ทำให้ต้องกินต้องใช้มากกว่าก่อน ค่าเล่าเรียนก็สูงขึ้นเมื่อเด็กขึ้นสู่ชั้นที่สูงกว่าเดิม เช่น เข้าเรียนระดับอุดมศึกษา

การให้สัมภาษณ์ของครูชุลีมาสก์ฯ เพื่อออกอากาศทางรายการโทรทัศน์ ได้ช่วยสภาพ “ศูนย์ลูกรัก” ให้ดีขึ้น โครงการส่งเสริมเพื่อการศึกษาเด็ก ได้รับเงินบริจาคเข้ามามาก ทั้งจากผู้มีจิตศรัทธา และจากองค์กรสาธารณูปการต่าง ๆ ข้าวของที่บริจาคเข้ามาส่วนที่เหลือ คุณครูฯ จะนำไปแจกจ่ายคนชราแปดสิบกว่าชีวิตในหลายหมู่บ้าน หลายคนในจำนวนนี้ ก็คือปู่ย่าหรือตายายของเด็กโครงการใน นั่นเอง

จนถึงขณะนี้ โครงการส่งเสริมเพื่อการศึกษาเด็กของครูชุลีมาสก์ฯ มีเด็กโครงการใน ๖๐ คน และเด็กโครงการนอกอีก ๑๘๐ คน มีเด็กที่เรียนจบปริญญาตรีแล้ว ๕ คน ทั้งจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพฯ และสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ มีเด็กเรียนอยู่ในระดับอุดมศึกษา ๑๔ คน ที่เหลือส่วนใหญ่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา

ครูชุลีมาสก์ฯ ได้โอบอุ้มเด็กผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ให้พ้นจากการตกเป็นเหยื่อความยากจน หยิบยื่นโอกาสที่จะเรียนต่อให้โดยไม่หวังการตอบแทนใด ๆ ตลอดสิบสี่ปีที่ผ่านมา คุณครูฯได้ช่วยด้านทุนการศึกษา ค่าใช้จ่ายเรื่องอาหาร ความเป็นอยู่ และการฝึกอาชีพ ตลอดจนอบรมความประพฤติและศีลธรรมแก่เด็ก ๆ บางครั้งคุณครูฯ ถึงขนาดยอมกู้เงินมีดอกเบี้ยมาเพื่อให้เด็กได้เรียนหนังสือกัน จิตวิญญาณแห่งความเป็น “แม่ครู” ของเด็กสองร้อยสี่สิบชีวิตนี้ เป็นสิ่งหาได้ยากยิ่งในสังคมปัจจุบัน

มูลนิธิธารน้ำใจได้พิจารณาแล้วเห็นสมควรยกย่องให้ นางชุลีมาสก์ พานนนท์
“เป็นคนไทยตัวอย่างประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๑”
ที่มา tarnnamjai.org