ค้นหาตัวเอง

๑.
หากฉันต้องเลือกระหว่าง
ความเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต
และคนธรรมดาสามัญสักคน
ที่มีความสามารถที่จะเข้าใจในเพื่อนมนุษย์
ฉันคงเลือกที่จะเป็นคนเข้าใจคน
มากกว่าการเป็นคนรอบรู้
ไม่ว่าเธอจะถามฉันกี่ครั้งก็ตาม

๒.
กาลเวลาผ่านไป ผ่านไป ผ่านไป
แต่ฉันแทบไม่รู้จักเธอเพิ่มขึ้น
คล้อยไปตามกาลเวลาเลยแม้แต่น้อย
ฉันปรารถนาที่จะเข้าไปรู้จักโลกของเธอให้มากขึ้น
แต่เธอก็ไม่เปิดโอกาส
มันทำให้ฉันนึกถึงตัวไหม
ที่ชักใยล้อมกรอบตัวเอง
รอบแล้ว รอบเล่า
ปิดกั้นตัวเองออกจากโลกภายนอก
อยู่ภายในโลกแคบ ๆ เงียบ ๆ
แล้วเธอจะมีโอกาสเป็นผีเสื้อแสนสวยได้อย่างไรหนอ
ถ้าเธอไม่ยอมเจาะเกราะออกมา
สัมผัสกับโลกกว้างอันสดใสภายนอก ?

๓.
เพียงสายตาที่เราได้สบกันแวบหนึ่ง
ช่างมีอานุภาพ ก่อให้เกิดความอุ่นซ่าน
ขึ้นมาในความรู้สึกฉัน จนสามารถหลอมละลาย
ความรู้สึกดั่งเดิมออกจนหมดสิ้น
ทั้งที่ฉันได้ปกป้องมันอย่างแน่นหนา
ดุจมือที่กำไว้แน่น ด้วยความกลัว
ด้วยความหวาดระแวง
แต่เธอสามารถ
คลี่มันออกทีละนิ้ว ทีละนิ้ว
ด้วยความรักและกำลังใจ
ฉันจึงกล้าที่จะงอกงาม เบ่งบาน
ขยายกลับ ดุจดังดอกไม้ในยามรุ่งอรุณ

๔.
เธอบอกฉันว่า เธอสิ้นหวังที่จะช่วยเขาแล้ว
ไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามต่อไป
เขาช่างเป็นบุคคลที่มีปัญหา
และมีพฤติกรรมที่ล้วนแล้วแต่
ไม่น่าอภัย
ฉันอยากจะบอกเธอว่า
อย่ายอมแพ้หรือสิ้นหวังในมนุษย์คนใด
ใครเล่าจะบอกได้ว่า
ต้นไม้ที่ยืนตายซากอยู่นั้น
อาจกลับให้ดอกผลในปีถัดไป
การกระทำที่ผิดพลาดไป แม้เปลี่ยนไม่ได้ก็ตาม
แต่สำหรับตัวบุคคลแล้วเปลี่ยนได้เสมอ

๕.
ทุกวันนี้คนเรามักคิดอะไรกันง่าย ๆ
นำคนออกจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ
แต่ไม่ยักคิดที่จะ
นำสิ่งที่เป็นพิษออกจากตัวคน
เพราะตราบใดที่คนยังมีพิษ
เขาก็จะให้พิษแก่ทุกสิ่งที่เขาเกี่ยวข้อง
เรามักชอบเปลี่ยนคนจากภายนอก
มากกว่าพยายามเปลี่ยนจากภายใน

๖.
เธอชอบเปรียบฉันเป็นศิลาแข็ง
ปราศจากความรู้สึก
แต่เธอไม่รู้หรอกว่า
จริง ๆ แล้ว ฉันต้องการความรัก
ความเอื้ออาทรอันอบอุ่น ดุจเดียวกับเธอ
และผู้คนทั่ว ๆ ไป
ทั้ง ๆ ที่ฉันต้องการสร้างสะพาน
ทอดรับสิ่งเหล่านั้น
ฉันกลับสร้างกำแพงขวางกั้น
กันผู้คนออกไปไกลห่างจากตัวฉัน
ฉันกลัว ฉันอ่อนแอเธอรู้ไหม
ฉันกลัวที่จะรัก เพราะการรัก ย่อมหมายถึง
การเสี่ยงที่จะผิดหวัง เจ็บปวด
ฉันอ่อนแอเกินกว่าที่จะรับความรู้สึกเหล่านั้นได้
จริง ๆ แล้ว เธอเห็นไหมว่า ฉันไม่ใช่หินผาหน้าไม้แต่อย่างไร
ฉันเป็นเพียงหญ้าปล้อง
ที่ใช้เปลือกแข็งภายนอก
ห่อหุ้มความอ่อนแอเปราะบางเอาไว้ภายใน
แต่เพียงผู้เดียวต่างหาก

๗.
เธอเคยเห็นคนที่ชอบใช้อำนาจบ้างไหม ?
คนที่ชอบกล่าวโทษ ตำหนิติเตียนผู้อื่นอยู่เสมอ
บังคับให้ผู้อื่นยอมสยบลงแก่เขา
เธอเชื่อไหมว่าลึกลึกลงไปแล้ว
เขามิได้มีอำนาจจริงอย่างที่เขาแสดงออกมาเลย
เขาเป็นบุคคลที่น่าสงสารอย่างยิ่ง
ภายในเขามีแต่ความหวาดระแวง
อ่อนแอและน่าชัง
การใช้อำนาจเป็นวิธีการที่เขาใช้ในการปกป้องตนเอง
ทำให้ดูประหนึ่งว่า เขาเป็นผู้กล้าหาญ เก่งกาจ
แต่เขาไม่รู้หรอกว่า
เขาไม่อาจสร้างสัมพันธ์ที่ดีงามกับผู้อื่น
ด้วยการใช้อำนาจได้เลย

๘.
เธอบอกฉันว่า
เธอต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ
เพื่อหาเงินทอง
มาซื้อสิ่งที่จำเป็นของชีวิต
ฉันฟังแล้วก็ได้แต่สลดใจ
ที่เธอต้องทำงานหนักแทบตาย
เพราะไม่รู้จักแยกแยะระหว่าง
ความจำเป็นแท้กับความจำเป็นเทียมของชีวิตได้

๙.
ถ้าฉันจะทำอะไร ก็เป็นเพราะฉันอยากทำ
มิใช่ทำเพื่อต้องการให้ผู้อื่นประทับใจ
ฉันไม่ต้องการเป็น "คนดี" เพื่อให้ใคร ๆ ชมเชย
ถ้าฉันทำดี เป็นเพราะฉันต้องการทำสิ่งนั้น
ฉันไม่ต้องการทำงานเพื่อเงิน
ฉันต้องการทำงานเพราะฉันพอใจจะทำ
ฉันไม่ต้องการมีชีวิตอยู่เพื่อใคร หรือเพื่ออะไร
ฉันต้องการมีชีวิตอยู่เพราะฉันอยากมีชีวิตอยู่
ฉันไม่โทษผู้อื่น ไม่โทษสิ่งแวดล้อม
ว่าทำให้ฉันเป็นบุคคลอย่างที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้
ฉันเป็นคนอย่างนี้ เพราะฉันเลือกที่จะเป็นฉันเอง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันเป็นอยู่ ที่ฉันกำลังทำอยู่ทุกวันนี้
ฉันขอบอกว่า นี่เป็นการเลือกทางชีวิตที่ฉันกำหนด

๑๐.
เธอชอบบอกว่า
ชีวิตเธอขาดฉันไม่ได้ หรือไม่ก็
ฉันเป็นผู้ทำให้ชีวิตเธอมีความหมาย มีชีวิตชีวา
แทนที่จะดีใจ ฉันกลับรู้สึกอึดอัด รันทดท้อ
เธอกำลังให้อำนาจอันยิ่งใหญ่แก่ฉัน
อำนาจที่ฉันไม่ปรารถนา
อำนาจที่ผลักดันให้ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตเธอ
ซึ่งเธอเองต่างหากผู้ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งนั้น
อำนาจที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเราเสื่อมถอยลง
ฝ่ายหนึ่งถูกอุปโลกน์ให้อยู่เหนืออีกฝ่ายหนึ่ง
ความสมดุลของเธอและฉันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน

๑๔.
เธอเป็นคนละเอียด รอบคอบ สมบูรณ์
ทุกอย่างที่เธอเป็นผู้ทำ
จะต้องออกมาดีเยี่ยมเสมอ
แต่เธอจะรู้บ้างไหมว่า
ฉันอึดอัดเมื่ออยู่ใกล้เธอ
เพราะในความ "เพอร์เฟ็กต์" ที่เธอเป็นอยู่
มันไม่ได้ทำให้เธอ ฉัน หรือ ใคร ๆ
มีความสุขขึ้นมาเลย
ทุกคนล้วน กังวล เครียด และเหนื่อย เมื่ออยู่ใกล้เธอ
เธอเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า
ระหว่างความถูกต้อง และความสุข
เธอจะเลือกอะไรให้กับชีวิต?

๔๗.
ฉันเชื่อว่า
สิ่งยิ่งใหญ่ที่สุด
ที่ฉันอาจได้จากผู้อื่นก็คือ
ขอให้เขามองฉัน ไม่เพียงแต่เห็น
ฟังฉัน ไม่เพียงแต่ได้ยิน
ฉันเชื่อว่า
สิ่งยิ่งใหญ่ที่สุด
ที่ฉันสามารถให้ผู้อื่นได้คือ
มองเขา ได้ยินเขา เข้าใจเขา และสัมผัสเขา
เมื่อใดที่มันเกิดขึ้น
ฉันรู้สึกว่า มิตรภาพของเราทั้งสอง
ได้กำเนิดขึ้นแล้ว

๕๔.
อิสรภาพ
ฉันต้องการอิสรภาพที่จะได้เห็น ที่จะได้ยิน
ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
ฉันต้องการอิสรภาพที่จะได้พูด ในสิ่งที่ฉันคิด ฉันรู้สึก
ไม่ใช่ให้พูดในสิ่งที่ฉันควรพูด ที่ฉันควรคิด
ฉันต้องการมีอิสรภาพ ที่จะได้ชื่นชอบในบุคคลที่ฉันเป็นอยู่
ไม่ใช่ในบุคคลที่ฉันควรเป็น
ฉันต้องการอิสรภาพที่จะได้รู้สึก ในสิ่งที่ฉันรู้สึกจริง
ไม่ใช่สิ่งที่ฉันควรรู้สึก
ฉันต้องการอิสรภาพที่จะได้ถาม ในสิ่งที่ฉันอยากถาม
แทนการรอคอยคำอนุญาต
ฉันต้องการอิสรภาพ ที่จะได้เสี่ยงชีวิตที่ฉันเองเป็นผู้รับผิดชอบ
แทนการกักขังหน่วงเหนี่ยว ในกรอบที่สังคมเป็นผู้บอก
เพียงเพราะคิดว่ามันปลอดภัย

๖๘.
ปลาดาวตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งนอนตากแดดอยู่บนริมหาด
น้ำคงซัดพัดมันมาเกยตื้นอยู่ที่นี่
ฉันบรรจงหยิบมันขึ้นวางไว้ในอุ้งมือ
พาไปวางคืนไว้ในน้ำทะเลที่มีคลื่นฝอย ๆ
พัดทยอยเข้าฝั่งอย่างไม่หยุดยั้ง
ปลาดาวตัวน้อย ลอยละล่องอยู่ในน้ำ
ค่อย ๆ ขยับแฉกลำตัวของมัน
เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง
มันคงต้องการความชุ่มชื้น
หล่อเลี้ยงชีวิตของมันให้อยู่รอดนั่นเอง
มนุษย์ทุกคนเล่า
ไม่ต่างอะไรจากเจ้าสัตว์ทะเลตัวน้อยนี้เลย
ความชุ่มชื้นทั้งคำพูด การกระทำ
ล้วนเป็นสิ่งที่จิตใจอันแห้งแล้ง โหยหา
น่าเสียดายเหลือเกิน
แทนการให้ความชุ่มชื้นแก่กันและกัน
เรากลับนิยมห้ำหั่นด้วยคำพูดถากถาง คำวิจารณ์ที่เสียดสี
สายตาที่ตำหนิ การกระทำที่กระแทกกระทั้น
ผลก็คือความเจ็บปวดของทั้งสองฝ่าย

๘๒.
ฉันไม่ชอบคำจำกัดความเลย
ความหมายอันคับแคบของมัน
มาจำกัดความคิดของเราด้วย
มันทำให้เราติดอยู่กับกรอบของคำคำนั้น
โดยเฉพาะเมื่อมันถูกนำมาใช้กับมนุษย์
คนใต้ คนอีสาน คนอิสลาม คืออะไร ?
เขาคือมนุษย์ ที่มีเลือด มีเนื้อ
มีความรัก มีความโกรธ เกลียด หิวกระหาย
เหมือนคนทุกคน อย่างนั้นมิใช่หรือ
ฉันยังไม่เคยพบคนสองคน ที่มีอะไรเหมือนกันเลย
ไม่ว่าเขาจะเป็นคนใต้ คนอีสาน หรือคนอิสลาม
ทำไมหนอเราจึงชอบตัดสินเพื่อนมนุษย์กันง่าย ๆ
แค่เพียงเห็นชื่อ หรือกลุ่มที่เขามาจาก
โดยที่ไม่เคยรู้จัก ได้สัมผัสเขา ในฐานะปัจเจกบุคคล
ที่มีเลือด มีเนื้อเช่นเดียวกับตัวเราเอง คนหนึ่ง

"...ฉันไม่ต้องการทะยานสูง
ดังเช่นต้นไม้เลื้อย ที่ดูสูงลิ่ว ทว่าลวงตา
ต้องตามความสูงของตัวเอง ด้วยการเกี่ยวเกาะไม้อื่น
ฉันพร้อมที่จะงอกงามอย่างเตี้ยต่ำ
เฉกเช่นต้นหญ้า ไม้พุ่ม
ที่สามารถเติบโตหยัดยืนด้วยพลังของตัวเอง
ฉันไม่ต้องการมีรัศมีพวยพุ่ง
ดุจดั่งทะเลยามเที่ยง
ที่เป็นเพียงกระจกสะท้อนของแสงแดด
ฉันขอเพียงความสว่างของแสงเทียนในคืนมืด
ซึ่งให้แต่ความนุ่มนวลและเย็นตา
ตราบที่แสงเทียนยังเปล่งประกายอยู่ตรงนั้น
เกิดจากความกระจ่าง
ที่บังเกิดมาจากภายในตัวของฉันเพียงลำพัง..."

"...ฉันเห็นคนบางคน สนุกกับการเล่นเกมชีวิต
บ้างทำตัวเปราะบาง ราวแก้วเจียระไน
พร้อมที่จะแตกหัก ถ้าใครกระทบแม้เพียงสักนิดเดียว
ในความจริงที่เขาไม่ต้องการรับรู้
บ้างทำตัวเป็นเด็ก ที่คนอื่นจะต้องถนอมและให้อภัย
ในความผิดที่เขาควรรับผิดชอบเอง
บ้างทำตัวเป็นเหยื่อของสังคม สิ่งแวดล้อม
เพื่อให้ทุกคนสงสารเห็นใจ
แล้วให้ในสิ่งที่เขาต้องการ
บ้างฆ่าตัวตาย
เพื่อเป็นเครื่องมือต่อรอง
ในสิ่งที่เขาไม่กล้าเผชิญกับมัน
เขาเหล่านั้น "แกร่ง" ยิ่งนัก ทำไมนะหรือ
ก็เพราะเขาสามารถใช้ความอ่อนแอของเขา
ชักใยให้ทุกคน ตกอยู่ใต้อำนาจของเขาได้นั่นเอง..."

จากหนังสือ ค้นหาตัวเอง โดย รศ.ดร.นวลศิริ เปาโรหิตย์

สาระความรู้: