ดร.โกวิท วรพิพัฒน์

ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ อธิบดีกรมสามัญศึกษา อธิบดีกรมวิชาการ อธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน วุฒิสมาชิก และอีกหลายๆตำแหน่ง

แนวคิดและความเป็นแบบอย่างของท่านในหลายเรื่อง และนำไปประยุกต์ใช้ เช่น "การคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น" "ครูที่พูดไม่ได้" "โรงเรียนเสมือนบ้าน" "ห้องสมุดโรงเรียน" ""อาชีพอิสระ" "ผักกางมุ้ง" "มินิคอมปานี" "ธนาคารนักเรียน" ฯลฯ
และทำไมท่านจึงได้รับฉายามากมาย เช่น "แก้วโกวิท" "นักคิดตลอดกาล" "ปราชญ์ของแผ่นดิน" "จอมยุทธ์ไร้กระบวนท่า" ""วิทยายุทธ์สูงสุดสู่สามัญ" "ยอดคน ยอดผู้นำ" "ต้นไทรที่ทอดเงา" เป็นต้น
มีประโยคหนึ่งที่ท่านกล่าวไว้ว่าอย่างน่าประทับใจว่า
"เราสอนเด็กให้เป็นนักเรียน ดีได้เราก็อิ่มเอิบใจ แต่จริงแล้วเราควรจะอิ่มเอิบใจไปกว่านั้น เหมือนเราปลูกต้นไทรแผ่ร่มเงา วันหนึ่งตอนเที่ยงเราออกไปยืน เห็นคนมายืนอยู่ใต้ต้นไทรของเราเพื่อพักร้อน เราก็ชื่นใจที่ร่มเงาของต้นไทรที่เราปลูกสามารถให้คนมาพักอาศัยได้ และคนที่มายืนอยู่ใต้ต้นไทร หรือนกกาคาบลูกไทรไปเป็นต้นไทร แผ่ร่มเงาให้คนได้อาศัยพักร่มเงาอีกต่อไป เหมือนกับเราทำความดีมันจะกระเพื่อมออกไปอีกเรื่อยๆไม่มีวันจบสิ้น"

เขียนโดย ธเนศ ขำเกิด ที่มา http://gotoknow.org/blog/tanes/141623
-------------

การศึกษา ต่อเนื่องในประเทศไทย - สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12 - โดย นายโกวิท วรพิพัฒน์

ตั้งแต่สมัยโบราณมา ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการศึกษาให้เป็นระบบในโรงเรียน คนไทยที่ประสงค์จะหาความรู้พื้นฐานหรือหาความรู้เพิ่มเติมจะเรียนจากผู้ใหญ่ ในบ้านของตน และจากผู้รู้ในชุมชนของตน แหล่งความรู้ที่สำคัญ คือ วัด ซึ่งนอกจากจะสั่งสอนความรู้ทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังสอนวิชาอื่นๆ เช่นการช่าง การรักษาโรค โหราศาสตร์ ผู้ประกอบการ เช่น หมอ ช่างฝีมือ นักดนตรี จะรับเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ประสงค์จะเรียนรู้ เข้าไว้เป็นศิษย์โดยไม่คิดค่าตอบแทน แต่ศิษย์จะบูชาครู หรือสนองพระคุณของครูด้วยการรับใช้ช่วยครูทำงานในบ้าน หรืองานอาชีพของครู

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาต่อเนื่องของประชาชนทั่วไปและเห็น ความสำคัญที่จะต้องให้ผู้ใหญ่ที่ขาดโอกาสเล่าเรียนได้เล่าเรียนตามสมควรคือ ให้สามารถช่วยตนเอง และสามารถทำหน้าที่พลเมืองที่ดีตามระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลจึงได้จัดตั้งกองการศึกษาผู้ใหญ่ขึ้น ในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เน้นเรื่องการรู้หนังสือโดยมีประกาศพระราชบัญญัติให้ผู้ใหญ่เรียนรู้หนังสือ ในการรณรงค์เพื่อให้รู้หนังสือขึ้น ขณะนั้นได้นำเอาวิธีสอนแบบสอนคนหนึ่งให้อ่านออกแล้วให้ไปสอนอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีการที่นักการศึกษาผู้ใหญ่ที่รู้จักกันทั่วโลก คือ ดร.แฟรงค์ ซี เลาบัค (Dr. Frank C.Laubach) คิดขึ้นใช้ กองการศึกษาผู้ใหญ่ได้จัดทำหนังสือเรียนภาษาไทยสำหรับผู้ใหญ่ขึ้นเป็นครั้ง แรก ร่วมมือกับโรงเรียนบางแห่งขอใช้ห้องเรียนในตอนเย็น ให้ครูของโรงเรียนนั้นๆเป็นครูสอนผู้ใหญ่ด้วย นอกจากสอนการรู้หนังสือแล้ว ยังมีการสอนวิชาชีพระยะสั้นๆ ในเวลาต่อมา และได้จัดตั้งห้องสมุดประชาชนขึ้นใน พ.ศ.๒๔๙๕

การจัดการศึกษาต่อเนื่องในปัจจุบัน มีหน่วยงานของรัฐและเอกชนเป็นจำนวนมาก ช่วยบริหารและดำเนินการ ในกระทรวงศึกษาธิการมีกรมที่รับผิดชอบคือ กรมการศึกษานอกโรงเรียนกรมอาชีวศึกษา กรมการศาสนา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกรมประมง กรมส่งเสริมการเกษตรกรมปศุสัตว์ ในกระทรวงมหาดไทย มีกรมแรงงาน กรมประชาสงเคราะห์ ในกระทรวงอุตาหกรรม มีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในกระทรวงสาธารณสุข มีกรมอนามัย นอกจากนี้มหาวิทยาลัยหลายแห่งมีบริการการศึกษาแก่ประชาชนโดยจัดสอนพิเศษใน ระยะสั้น ในบางวิชา เช่น โครงการการศึกษาต่อเนื่องของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นต้น ทางด้านองค์กรเอกชน มีสมาคมต่างๆ ที่จัดการศึกษาต่อเนื่องให้แก่สมาชิก ที่จัดให้แก่ประชาชนทั่วไปก็มี

กิจกรรมที่สำคัญ

กิจกรรมสำคัญๆ ที่จัดอยู่ในขณะนี้ อาจแบ่งได้ ๓ ประเภท คือ

๑. การจัดการศึกษาเพื่อเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ให้เป็นคนคิดเป็น ทำเป็น ให้ความรู้พื้นฐานในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม คือ ทักษะในการอ่าน มีวิชาพื้นฐานในการประกอบฃอาชีพ สามารถมีส่วนร่วมในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย และร่วมในการพัฒนาประเทศ หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดงานประเภทนี้ คือ กรมการศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งมีศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอยู่ทุกจังหวัด ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนรับผิดชอบในการจัดชั้นเรียนสำหรับผู้ใหญ่ จัดห้องสมุดประชาชน จัดหน่วยฝึกสอนอาชีพในระยะสั้น จัดทำหนังสือเรียน และหนังสือส่งเสริมการอ่านสำหรับผู้ใหญ่สำหรับจังหวัดที่ศูนย์ตั้งอยู่

๒. ให้ข่าวสารข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับบ้านเมือง รวมทั้งข่าวสารข้อมูลทางวิชาการ โดยใช้สื่อมวลชนต่างๆ จัดนิทรรศการ จัดพิมพ์อนุสารและวารสารเผยแพร่ หน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์ กรมการศึกษานอกโรงเรียน และหน่วยงานอื่นๆ ดังกล่าวข้างต้น

๓. จัดฝึกอบรมให้ความรู้เพิ่มเติมตามความต้องการและความจำเป็น เช่น จัดอบรมวิธีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ วิธีเพาะเห็ด วิธีซ่อมเครื่องยนต์ วิธีซ่อมเครื่องวิทยุโทรทัศน์ วิชาช่างกลึง วิชาช่าง เชื่อม เป็นต้น หน่วยงานของรัฐและของเอกชนที่จัดการฝึกอบรมประเภทนี้มีหลายแห่ง

การอบรม วิธีซ่อมเครื่องรับโทรทัศน์ เป็นกิจกรรมให้ความรู้เพิ่มเติมอย่างหนึ่ง

ความจำเป็นและความสำคัญของการศึกษาต่อเนื่อง

การศึกษาต่อเนื่องจะได้ผลดีก็ต้องจัดโดยมีประสิทธิภาพ คือ มีเป้าหมายแน่นอน มีวิธีการถูกต้อง มีอุปกรณ์ในการดำเนินงานครบถ้วน มีบุคลากรที่มีความสามารถ มีหลักสูตรที่เจาะตรงเป้าหมาย และยืดหยุ่นได้ตามสภาพการณ์ ในช่วงเวลาและท้องถิ่น มีวิธีวัดผลและติดตามผลสำคัญที่สุดจะต้องมีการประสานงาน และร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่ดำเนินการนี้ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน มีการสนับสนุนทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ มีระบบข้อมูลข่าวสารที่ทันต่อเหตุการณ์ และไปถึงประชาชน มีแผนงานในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น สำหรับการศึกษาในระบบและนอกระบบโรงเรียน สอดคล้องสัมพันธ์ส่งเสริมซึ่งกันและกัน เป็นกิจกรรมครบวงจร

ระบบการศึกษาต่อเนื่องที่จัดอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ประชาชนมีความรู้สึกมั่นคงในชีวิต มีความหวังและมีที่พึ่งพาอาศัยในด้านวิชาความรู้ ข้อมูลข่าวสารอันจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน แม้จะยากจน อยู่ห่างไกลสถานศึกษาและศูนย์กลางความเจริญ ขาดทุนทรัพย์และเวลาที่จะศึกษาในระบบให้เต็มที่ก็ยังมีโอกาสศึกษาหาความรู้ เพิ่มเติมให้ทัดเทียมผู้อื่นและทันต่อเหตุการณ์ ความอยากรู้อยากเรียนของคนเราต้องได้รับการตอบสนอง ความรู้ก็จะเพิ่มพูนจนสามารถช่วยในการพัฒนาสังคม และอาจก่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก สังคมนั้นก็จะเป็นสังคมแห่งความรู้ทั้งในด้านวิชาการต่างๆ และในด้านศีลธรรมและความเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม

ตามสถิติการศึกษาของโลก ประชากรในโลกนี้กว่า ๘๐๐ ล้าน ยังไม่รู้หนังสือ ขาดทักษะพื้นฐานในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม สถิติการศึกษาของไทยแสดงว่า ผู้รู้หนังสือพออ่าน ออกเขียนได้ในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่าร้อยละ ๘๐ ของประชากรทั้งหมด คนเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องมีหนังสืออ่านเพื่อคงไว้ซึ่งทักษะในการอ่าน และที่สำคัญยิ่งก็คือ เพื่อแสวงหาความรู้เพิ่มเติมสำหรับพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ และเพื่อประกอบอาชีพให้ได้ผลดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องใช้ความรู้ในทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งต้องซื้อจากต่างประเทศด้วยราคาแพง ถ้าขาดความรู้ อาจจะต้องเสียเงินมาก และไม่ได้ผลตามที่ควร อุปสรรคอย่างหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ คือ ผู้ปฏิบัติหรือผู้ประกอบการขาดความรู้ทางเทคโนโลยี ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องจัดระบบการศึกษาต่อเนื่อง ในรูปแบบของห้องสมุดประชาชน ที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้านศูนย์สารนิเทศทางวิชาการ ให้ประชาชนได้มีโอกาสอ่านหนังสือ และได้ทราบความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ทางวิชาการ จัดให้มีการฝึกอบรมเกี่ยวกับวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการ

คนเรานั้น นอกจากความรู้ความสามารถในทางวิชาการ และในการประกอบอาชีพแล้วยังจำเป็นต้องรู้จักชาติภูมิของตน เข้าใจเพื่อนบ้านและสังคมของตน มีความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรม ซึ่งบรรพบุรุษได้สร้างขึ้นไว้ รู้จักความละเอียดประณีตของศีลธรรม และความสวยงามของศิลปกรรม จึงจะนับว่าเป็นคนโดยสมบูรณ์สิ่งเหล่านี้นอกจากจำเป็นต้องปลูกฝังสั่งสอนให้ รู้จักตั้งแต่ยังเล็กแล้ว ยังจำเป็นต้องจัดให้มีโอกาสได้เห็นได้ฟังได้มีประสบการณ์ด้วยตนเองตลอดไป ระบบการศึกษาต่อเนื่องในรูปแบบของการจัดบรรยายอภิปราย ทัศนศึกษา นิทรรศการ พิพิธภัณฑ์ศิลปวัตถุและโบราณวัตถุ หอศิลป และการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม การส่งเสริมฟื้นฟูขนบธรรมเนียมที่ดีเหล่านี้จะช่วยสนองความต้องการในด้านจิต ใจได้มาก

(ดูเพิ่มเติมเรื่องการ ศึกษา เล่ม ๒ เรื่องทุนการศึกษา เรื่อง ห้องสมุด และเรื่อง สารานุกรม หมวดเดียวกัน เล่มเดียวกัน)

-------------------
คิดเป็น (Khit – pen) เขียนโดย อัญชลี ธรรมะวิธีกุล

แนวความคิดเรื่อง “คิดเป็น” ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในกลุ่มนักวิชาการศึกษามาไม่น้อยกว่า 20 ปี แล้ว โดย ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ได้ประยุกต์แนวความคิดในเรื่อง “คิดเป็น” และนำมาเป็นเป้าหมายสำคัญในการให้บริการการศึกษาผู้ใหญ่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นมา เช่น การจัดการศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จ โครงการรณรงค์เพื่อการรู้หนังสือ เป็นต้น การจัดกิจกรรมเน้นในเรื่องการเรียนรู้ด้วยแก้ปัญหาโดยใช้ข้อมูลประกอบการ ตัดสินใจ และจากนั้นเป็นต้นมา การศึกษานอกระบบก็ได้ยึดปรัชญา “คิดเป็น” มาเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมมาโดยตลอด

ปรัชญา “คิดเป็น” อยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่า ความต้องการของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนมีจุดรวมของความต้องการที่เหมือนกัน คือ ทุกคนต้องการความสุข คนเราจะมีความสุขเมื่อเราและสังคมสิ่งแวดล้อมประสมกลมกลืนกันได้ โดยการปรับปรุงตัวเราให้เข้ากับสังคมหรือสิ่งแวดล้อมหรือโดยการปรับปรุง สังคมและสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับตัวเรา หรือปรับปรุงทั้งตัวเราและสังคมสิ่งแวดล้อมให้ประสมกลมกลืนกัน หรือเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับตน คนที่สามารถทำได้เช่นนี้ เพื่อให้ตนเองมีความสุขนั้น จำเป็นต้องเป็นผู้มีความคิดสามารถคิดแก้ปัญหา รู้จักตนเองและธรรมชาติสิ่งแวดล้อม จึงจะเรียกได้ว่าผู้นั้นเป็นคนคิดเป็น หรืออีกนัยหนึ่งปรัชญา “คิดเป็น” มาจากความเชื่อพื้นฐานตามแนวพุทธศาสนา ที่สอนให้บุคคลสามารถพ้นทุกข์ และพบความสุขได้ด้วยการค้นหาสาเหตุของปัญหา สาเหตุของทุกข์ ซึ่งส่งผลให้บุคคลผู้นั้นสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

ความหมายของ “คิดเป็น”

โกวิท วรพิพัฒน์ ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับ “คิดเป็น” ว่า “บุคคลที่คิดเป็นจะสามารถเผชิญปัญหาในชีวิตประจำวันได้อย่างมีระบบ บุคคลผู้นี้จะสามารถพินิจพิจารณาสาเหตุของปัญหาที่เขากำลังเผชิญอยู่ และสามารถรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับทางเลือก เขาจะพิจารณาข้อดีข้อเสียของแต่ละเรื่อง โดยใช้ความสามารถเฉพาะตัวค่านิยมของตนเอง และสถานการณ์ที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ ประกอบการพิจารณา”

การ “คิดเป็น” เป็นการคิดเพื่อแก้ปัญหา คือ มีจุดเริ่มต้นที่ปัญหาแล้วพิจารณาย้อนไตร่ตรองถึงข้อมูล 3 ประเภท คือ ข้อมูลด้วยตนเองชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และข้อมูลวิชาการ ต่อจากนั้นก็ลงมือกระทำถ้าหากสามารถทำให้ปัญหาหายไป กระบวนการก็ยุติลง แต่หากบุคคลยังไม่พอใจแสดงว่ายังมีปัญหาอยู่ บุคคลก็จะเริ่มกระบวนการพิจารณาทางเลือกใหม่อีกครั้ง และกระบวนการนี้ยุติลงเมื่อบุคคลพอใจและมีความสุข

สรุป ความหมายของ “คิดเป็น”

• การวิเคราะห์ปัญหาและแสวงหาคำตอบหรือทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาและดับทุกข์
• การคิดอย่างรอบคอบเพื่อการแก้ปัญหาโดยอาศัยข้อมูลตนเอง ข้อมูลสังคมสิ่งแวดล้อมและข้อมูลวิชาการ

เป้าหมายของ “คิดเป็น”

เป้าหมายสุดท้ายของการเป็นคน “คิดเป็น” คือความสุข คนเราจะมีความสุขเมื่อตัวเราและสังคมสิ่งแวดล้อมประสมกลมกลืนกันอย่างราบ รื่นทั้งทางด้านวัตถุ กายและใจ

แนวคิดหลักของ “คิดเป็น”

• มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการความสุข
• ความสุขที่ได้นั้นขึ้นอยู่กับการปรับตัวของแต่ละคนให้สอดคล้องกับสภาพแวด ล้อมตามวิธีการของตนเอง
• การตัดสินใจเป็นการคิดวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูล 3 ด้าน คือด้านตนเอง ด้านสังคม และด้านวิชาการ
• ทุกคนคิดเป็น เท่าที่การคิดและตัดสินใจทำให้เราเป็นสุขไม่ทำให้ใครหรือสังคมเดือดร้อน

คิดอย่างไรเรียกว่า “คิดเป็น”

“คิดเป็น” เป็นการคิดแบบพอเพียง พอประมาณ ไม่มาก ไม่น้อยเป็นทางสายกลาง สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผล พร้อมที่จะรับผลกระทบที่เกิดโดยมีความรอบรู้ในวิชาการที่เกี่ยวข้องอย่างรู้ จริง สามารถนำความรู้มาใช้ประโยชน์ได้ มีคุณภาพใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวนั่นเอง เป็นการบูรณาการเอาการคิด การกระทำ การแก้ปัญหา ความเหมาะสมและความพอดี มารวมไว้ในคำว่า “คิดเป็น” คือ การคิดเป็นทำเป็นอย่างเหมาะสมตนเกิดความพอดี และแก้ปัญหาได้ด้วย

การจัดกิจกรรมการเรียน รู้เพื่อให้เป็นคน “คิดเป็น”

กระบวนการเรียนรู้ตามปรัชญา “คิดเป็น” นี้ ผู้เรียนสำคัญที่สุดผู้สอนจะเป็นเพียงผู้จัดโอกาส จัดกระบวนการ จัดระบบข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้ กิจกรรมในการเรียนรู้อาจมีแนวปฏิบัติดังนี้

1. กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์จากปัญหาและความต้องการของตนเอง
2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ
3. เรียนรู้จากการอภิปรายถกเถียงในประเด็นที่เป็นปัญหา
4. ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากกระบวนการกลุ่ม มีการใช้ข้อมูลหลาย ๆ ด้าน
5. เรียนรู้จากวิถีชีวิตจริง จากการทำงาน
6. ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการทำโครงงาน
7. เรียนรู้จากการศึกษา กรณีตัวอย่างเพื่อการแก้ปัญหาชุมชน
8. ผู้เรียนต้องรู้จักใช้ข้อมูลที่ลึกซึ่ง ฝึกตัดสินใจด้วยระบบข้อมูลที่เพียงพอและเชื่อถือได้
9. นำเวทีชาวบ้านมาเป็นเครื่องมือสำคัญในกระบวนการคิดแก้ปัญหา
10. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ตัดสินใจในการแก้ปัญหาบนพื้นฐานของข้อมูลตนเอง ชุมชนสิ่งแวดล้อม และวิชาการ

ตัวอย่าง

ปราชญ์ชาวบ้าน คุณลุงประยงค์ รณรงค์ แห่งชุมชนบ้านไม่เรียงจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นตัวอย่างของบุคคลที่เป็นรูปแบบของความหมาย “คิดเป็น” ได้อย่างดี ลุงประยงค์ จะมีความคิดที่เชื่อมโยง คิดแยกแยะ ชัดเจน เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุดในการนำไปปฏิบัติ และต้องทดลองความรู้ที่หามาได้ก่อนการยืนยันเสมอ แนวคิดเช่นนี้ทำให้ลุงประยงค์เป็นแกนนำสำคัญที่ทำให้ชุมชนไม่เรียง เป็นชุมชนตัวอย่างหนึ่งที่เข้มแข็งมานาน พึ่งพาตนเองได้อย่างเหมาะสมพอดีกับบริบทของตนเอง

สรุป

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้ “คิดเป็น” นั้นคือ
• สำรวจปัญหาลำดับความสำคัญของปัญหาที่ต้องแก้ไขก่อนหลัง
• แสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหาด้วยการรวบรวมข้อมูล
• วิเคราะห์ข้อมูล
• สรุปตัดสินใจเลือกวิธีการที่ดีที่เหมาะสมที่สุด
• นำไปปฏิบัติและตรวจสอบ

อาจกล่าวได้ว่าการกระจายอำนาจการบริหารจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น ส่งผลให้แนวคิดในเรื่อง “คิดเป็น” เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้าง สังคมชุมชนให้เข้มแข็ง หากประชาชนในชุมชนมีความสามารถ วิเคราะห์แยกแยะปัญหาความต้องการของคนได้ถูกต้อง และสามารถพัฒนาชุมชนหรือแก้ปัญญาได้ด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ก็จะช่วยให้ชุมชนนั้น ๆ สามารถพัฒนาได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืนถาวร ผู้ที่มีหน้าที่จัดการศึกษาจึงควรให้ความสำคัญในแนวคิดนี้ และหาแนวทางที่จะนำแนวคิดลงสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมให้มากที่สุด

ที่มา http://panchalee.wordpress.com/2009/05/17/khit-pen/