พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ อดีตท่านเป็นนายแพทย์ ผอ.โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น จ.สกลนคร เคยเป็นแพทย์ที่ทางสำนักพระราชวังให้ไปถวายดูแลอาการอาพาธของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ในช่วงที่หลวงปู่ฯ อยู่ที่วัดถ้ำขาม จ.สกลนคร

หลังจากที่ท่านลาหลวงปู่เทสก์ไปบวช ได้ไปอยู่กับหลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร ที่วัดถ้ำยายปริก เกาะสีชัง ชลบุรี

ปัจจุบัน พระอาจารย์วิชัย กำลังสร้างสำนักสงฆ์เล็ก ๆ ชื่อ สถานปฏิบัติธรรมป่าวิเวกสิกขาราม ใกล้บ้านเกิดของท่าน สำนักสงฆ์นี้ อยู่หลังสถานีรถไฟ อ.พล จ.ขอนแก่น

ฟังธรรมเทศนา โดย พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ

ชาติสกุลนามเดิม ชื่อวิชัย ศิริผลหลาย เกิดวันจันทร์ที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ ตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๑๐. ปีชวด ณ. บ้านเลขที่ ๓๒ - ๓๔ ถนนเฉลิมพล อ.พล จ.ขอนแก่น บิดาชื่อนายฮกจิ่ง แซ่หลาย มารดาชื่อนางเซี่ยมลั้ง แซ่ตัง เป็นบุตรคนที่๗ ในบรรดาพี่น้อง๑๓คน ซึ่งมีพี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว อย่างละ ๓ คน
การศึกษา

  • ปี ๒๕๑๗ สำเร็จประถมศึกษา(ป.๗) ร.ร. พล อ.พล ได้ไปสอบเข้าร.ร. ขอนแก่นวิทยายนเองโดยผู้ปกครองไม่ได้เป็นภาระ เหตุที่ไปสอบเข้านั้นเพราะเป็นโรงเรียนรัฐบาล ค่าเล่าเรียนจะถูกกว่าโรงเรียนเอกชน ช่วยลดภาระค่าเล่าเรียนของครอบครัว ซึ่งช่วงนั้นมีปัญหา
  • ปี ๒๕๒๐ สำเร็จมัธยมศึกษาตอนต้น ร.ร. ขอนแก่นวิทยายน อ.เมืองขอนแก่น ช่วงที่เรียนอยู่ ม.ศ.๓ เกิดความรู้และเชื่อมั่นว่า ถ้าเรียนม.ศ.๔-ม.ศ.๕ ที่ขอนแก่นต่อ จะได้เข้าคณะแพทยศาสตร์ขอนแก่น แต่ถ้าเรียนที่ร.ร.เตรียมอุดมฯ กรุงเทพฯ จะได้เข้าคณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ
  • ปี ๒๕๒๒ สำเร็จมัธยมศึกษาตอนปลาย ร.ร. ขอนแก่นวิทยายน อ.เมืองขอนแก่น ก่อนสำเร็จม.ศ.๕ ปีนั้นโรงเรียนเริ่มทำหนังสือพิมพ์โรงเรียน อาตมาเป็นบรรณาธิการคนแรก มีอาจารย์บ้างท่านหวังดีมาเตือนว่า เดี๋ยวจะสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ไม่ได้ มันมีความเห็นว่าเขาไม่รับเราแล้วจะรับใคร เกิดความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าจะเข้าคณะแพทยศาสตร์ขอนแก่นได้แน่นอน มันเป็นเอง และเป็นพลังอย่างหนึ่ง แต่เมื่อเข้าไปเรียนคณะแพทย์แล้ว เพื่อนๆเก่งกว่าเราเยอะ มันไม่น่าคิดอย่างนั้น
  • ปี ๒๕๒๙ สำเร็จปริญญาตรี แพทยศาสตร์บัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น แพทย์ มข. รุ่น ๗
  • ปี ๒๕๓๕ สำเร็จแพทย์เฉพาะทาง สาขาจักขุวิทยา จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปี ๒๕๔๓ สอบได้นักธรรมเอก


ประวัติการทำงานรับราชการเป็นแพทย์ ประจำโรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร และรักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาล ก่อนลาออกมาอุปสมบท

มูลเหตุแห่งการอุปสมบทเมื่อประมาณต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ ขณะนั้นเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๒ ได้สอบเทอมปลายเสร็จ แล้วทางชมรมพุทธศาสน์และประเพณี สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จัดโครงการธรรมจาริกครั้งที่ ๒ ไปปฏิบัติธรรมที่ถ้ำศรีแก้ว อ.ภูพาน จ.สกลนคร ซึ่งมีท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ เป็นพระอาจารย์ที่ฝึกสอน ซึ่งเป็นศิษย์พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ตอนนั้นอยากรู้ว่าสมาธิเป็นอย่างไร จึงได้สมัครไปปฏิบัติธรรมกับชมรมพุทธ ฯ ก่อนกลับจากวัดท่านพระอาจารย์สุวัจน์บอกว่ามีของเก่าให้ตั้งใจปฏิบัติ หลังจากกลับมาก็ได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมจนครบ ๑ ปี เกิดความเชื่อมั่นว่าศาสนาพุทธมีอยู่จริง สามารถปฏิบัติได้จริง แน่ใจตนเองว่าจะไม่เปลี่ยนศาสนา มีศรัทธาอยากจะบวช แต่เมื่อพิจารณาเหตุปัจจัยหลายๆด้าน เห็นว่ายังไม่พร้อม จึงกราบเรียนหลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร ซึ่งโยมหมอสมาร์ทได้เคยพาไปรู้จักปฏิบัติกับท่าน ท่านบอกว่าให้กรรมตัดสิน จึงได้ปฏิบัติธรรมเจริญสติสัมปชัญญะมาตลอด จนกระทั่งสำเร็จแพทยศาสตร์บัณฑิต ได้กราบเรียนท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ ว่าจะไปรับราชการที่โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร แม้จะเป็นโรงพยาบาลอำเภอขนาดใหญ่ แต่เป็นอำเภอเล็กที่มีประชากรน้อย รายได้พิเศษจากการเปิดคลินิกคงจะยาก แต่ก็จะไปอยู่เพื่อแทนคุณครูบาอาจารย์ ท่านเห็นด้วย เมื่อมีงานทำหารายได้ได้เอง ก็ตั้งใจแบ่งเงินเดือนส่วนหนึ่งทำบุญทุกเดือน หลังจากรับราชการใช้ทุนครบ ๓ ปี ตั้งใจว่าจะอยู่ช่วยโรงพยาบาลอีก๑ปีก็จะไปบวช แต่ก็มีเหตุให้เปลี่ยนความตั้งใจ จึงได้ไปอธิษฐานที่เจดีย์พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ว่าถ้าวิถีจะต้องเปลี่ยนก็ให้เขารับเข้าศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทางสาขาจักษุวิทยา จุฬาฯ และเขาก็รับเข้าศึกษาต่อจริงๆ ขณะที่ศึกษาอยู่ที่จุฬาฯ สภาพแวดล้อมการงานเปลี่ยนไป จิตมันย้อนมาดูอดีตที่ตั้งใจจะอยู่ช่วยโรงพยาบาลอีก๑ปีนั้นมันเห็นมันติดดีอยู่ ช่วงที่อยู่ที่จุฬาฯก็ใช้สติสัมปชัญญะในงาน ตอนว่างจากงานก็พิจารณาอสุภะมาตลอด๓ปีใช้อุบายต่างๆ(มันเป็นช่วงของมันเองมันมุ่งตลอด) แม้แต่เดินทางอยู่ในรถก็พิจารณา จนวันหนึ่งมันเกิดสภาวธรรมในรถขณะที่ไปหาพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน บอกว่าหลงสัญญา ได้เรียนถามท่านว่าถูกหรือไม่ ท่านบอกว่าถูก เมื่อสำเร็จการศึกษา ก็ได้กลับมารับราชการที่โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร อีกครั้ง การทำงานครั้งนี้ก็ทำเต็มที่แต่มันไม่ยึด เพราะมันเห็นแล้ว จนกระทั่งช่วง ๒ ปีสุดท้ายของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ท่านได้มาพำนักที่ถ้ำขาม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ได้มีโอกาสดูแลหลวงปู่ท่าน ก่อนที่จะตัดสินใจอุปสมบท ได้พิจารณาเห็นว่ายศตำแหน่งเมื่ออายุ ๖๐ ปี ก็เกษียณไม่คงที่ เงินที่หาได้ก็มาเปลี่ยนเป็นอาหารแค่อิ่มมื้อเดียว ให้ญาติพี่น้อง เหลือเก็บเพื่อใช้ยามจำเป็น ทำบุญ(ทุกเดือนตั้งแต่เริ่มทำงานจนอุปสมบท แม้อุปสมบทแล้วปัจจัยทุกบาททุกสตางค์ ที่ญาติโยมถวายก็ให้วัดถ้ำยายปริกหมด ไม่เคยเอาปัจจัยของญาติโยมไปใช้อย่างไม่มีประโยชน์ เพราะเห็นแล้วว่าเงินนั้นเป็นของกลาง ไม่ใช่ของเรา จึงเอาไว้ส่วนกลางหมด) ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ความรู้สึกไม่รู้จะเอาอะไร จึงตัดสินใจที่จะบวช (ถึงเวลา รอมา ๑๓ ปี) ได้กราบเรียนหลวงปู่เทสก์ ท่านก็เห็นด้วย และได้แนะนำ 1.ให้พิจารณาความตายอะไรที่ยังไม่ทำให้รีบทำก่อนที่จะตาย 2.ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง ให้เอาตนเองรอดก่อน 3.ทำทางโลกมีแต่บาน(ปลาย) ยิ่งทำดียิ่งบานไม่มีที่สิ้นสุด ทางธรรม จบในตัวเราตั้งแต่นั้นมาหลวงปู่เทสก์ ท่านก็ไม่ได้แนะนำธรรมะอีกเลย มีแต่ถามว่าลาออกยัง ได้กราบเรียนท่านว่ารอผู้อำนวยการโรงพยาบาลมารับงาน จนกระทั่งท่านมรณภาพแล้ว จึงได้ลาออกจากราชการมาอุปสมบท ช่วงงานศพหลวงปู่เทสก์ ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจกลับจากอเมริกา ได้มาที่ถ้ำขาม จึงกราบเรียนท่านว่าจะบวช ท่านบอกให้บวชไปอยู่กับท่าน แต่อาตมาได้รับปากกับหลวงพ่อประสิทธิ์ก่อนแล้ว จึงไม่ได้รับปากท่าน อาตมาไปตามวิถีแห่งกรรม เหตุนั้นเราต้องเชื่อกรรม สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม ไม่มองทุกอย่างด้วยยินดียินร้ายหลงดีไม่ดี
การอุปสมบทอุปสมบทเป็นพระภิกษุ (อายุได้ ๓๕ ปี) เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ณ พัทธสีมา วัดเขาพุทธโคดม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี พระครูสาธุกิจจานุรักษ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระดำรงค์ ฉินนเปโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระใบฎีกาวิชัย อาทโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังจากอุปสมบทแล้วได้บำเพ็ญสมณธรรม อยู่กับหลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร วัดถ้ำยายปริก อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี จนกระทั่งหลวงพ่อประสิทธิ์ท่านมรณภาพ เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ พอต้นเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้กลับมาบ้านเกิดเพื่อโปรดโยมบิดามารดา ซึ่งท่านได้ถวายที่ดินจำนวน ๔๒ ไร่ ๓ งาน ๗๘ ตารางวา ให้สร้างที่พักสงฆ์ป่าวิเวกสิกขาราม (พรรษา๑๓ เริ่มก่อสร้างต้นมกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ – ปัจจุบัน) และอยู่จำพรรษาที่นี่ตลอดมา
เผยแผ่ธรรมะ๑๖ มิ.ย. ๒๕๕๒ แสดงธรรมเรื่อง“ธรรมะในชีวิตประจำวัน” ที่บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCG Chemicals) จำกัด จ.ระยอง๑๘ มิ.ย. ๒๕๕๒ แสดงธรรมที่รร.รัตนโกสินทร์สมโภช บางขุนเทียน กทม.๑๘ - ๓๐ มิ.ย. ๒๕๕๒ แสดงธรรมเรื่อง “ธรรมดา, วางใจเป็นกลาง, อวิชชาปกปิดความจริงของขันธ์ ๕” ที่เมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย๑ ก.ค. ๒๕๕๒ แสดงธรรมเรื่อง“ปฏิจจสมุปบาท” ที่ บริษัท อินซีซั่นฟู้ดส์ จำกัด กทม.๑๐ ก.ย. ๒๕๕๒ แสดงธรรมเรื่อง“เห็นเหตุปัจจัยไม่หลงสมมติ”ที่ บริษัท บีที เวิลด์ลีส จำกัด กทม.๑๘ เม.ย.-๒ พ.ค. ๒๕๕๓ แสดงธรรมเรื่อง “การบวชภิกษุณี” ที่เมืองเพิร์ธ-นิวแมน ออสเตรเลีย๔ พ.ค. ๒๕๕๓ แสดงธรรมเรื่อง“ความมัวเมาในวัยในชีวิต”ที่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด จ.ระยอง และที่อื่นๆอีกหลายที่ เช่น บ.กีวี และคมคมโปรดักส์ จำกัด

หนังสือธรรมเทศนา เล่มแรกพิมพ์ครั้งที่๑ มกราคม ๒๕๕๓ จำนวน ๒๕๐๐ เล่ม,พิมพ์ครั้งที่๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ จำนวน ๒๕๐๐ เล่ม ที่บริษัท สินคูณการพิมพ์ จำกัด โดยคุณออย และคณะศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย,กลุ่มฉันท์ธรรม

---------------

ธรรมะบรรยายของพระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ
ที่พักสงฆ์ป่าวิเวกสิกขาราม อ.พล จ.ขอนแก่น ในการทอดผ้าป่า เพื่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรม วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๒
(บันทึกโดยคุณนันท์ชญาน์ นฤนาทธนาเสฏฐ์)

***************************

เรื่องของทานบารมีไม่ใช่เรื่องเล็กๆ พระพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย ท่านเกิดเป็นพระเวสสันดร เป็นมหาทานที่ยิ่งใหญ่ ก่อนมาเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อบรรลุพระนิพพาน

ทานวัตถุ เรียกว่า การให้ทาน ทานอารมณ์เรียกว่า จาคะ แต่หลวงพ่อประสิทธิ์ เรียกว่า ให้ เป็นการเสียสละอารมณ์ สัญญาคือการกำหนดหมาย ให้ประหารสัญญา ประหารหมายถึง ละ วาง สัญญาต่างๆ ให้ทำทานบารมีให้เป็นนิสัย อย่าประมาทในทาน เมื่อให้ทานออกไป ตัวเสียสละ คืออารมณ์ หรือ จาคะ วัตถุที่ให้ทานเป็นวัตถุทาน แต่อารมณ์ที่ให้ทานเป็นอารมณ์ที่เสียสละ โดยมาจากมโนกรรม ซึ่งจะออกมาในรูปธรรม คือสิ่งของต่างๆ (กายกรรม) ส่วนการให้เป็นการฝึกนิสัย ให้อยู่ในกระแสธรรม ซึ่งจะมีอยู่ ๒ กระแส คือ

๑. กระแสโลก คือกระแสที่ทำเอา เพื่อเป็นตัวกู ของกู

๒. กระแสธรรม คือ การให้ด้วยจิตใจ

ปกติ กระแสหนึ่งตามธรรมชาติจะปกปิดไว้ ส่วนอีกกระแสหนึ่งเป็นธรรมชาติที่เปิดเผยได้ เรียกว่าธรรมทั้งสองกระแสจะแข่งขันกัน หากกระแสโลกมีมาก จะทำให้เกิดสมุทัย กระแสธรรมที่ทำจากการให้ทั้งหมด ทุกท่านอย่าเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย พระพุทธเจ้าได้เป็นพระพุทธเจ้าเพราะเหตุเล็กน้อย ขณะจิตเดียวของการให้ทานมีอานุภาพมหาศาล ขณะ จิตเดียวสามารถดับอสงไขยจิตได้ถึงเจ็ดชาติในผู้ที่บำเพ็ญเพียร ทานที่ให้เป็นบุญกุศลก่อเกิดธรรม เป็นอุปนิสัย เป็นมรรคผลนิพพานในภายภาคหน้า เมื่อให้ทานบ่อยๆเข้า อุปนิสัยที่ให้ด้วยความเสียสละ เห็นว่าสิ่งที่ให้มีประโยชน์ ทำให้เกิดอารมณ์ที่เสียสละรูป นาม ไม่ยึดติดในสิ่งใด แม้แต่พระพุทธเจ้ายังต้องฝึกฝนบารมีอย่างหนักถึง 10 ชาติ แม้ชาติสุดท้ายพระองค์ท่านยังต้องบริจาคทุกอย่างแม้กระทั่งลูกเมีย ทรัพย์สิน จนหมดสิ้น

อาตมาตอนอายุ ๒๐ ปี ให้ทานมาตลอดไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ จนทำให้เกิดนิสัย มีวันหนึ่งไปซื้อกล้วยแขก(มาถวายพระ) นึกเสียดายตระหนี่ขึ้นมา แต่อารมณ์ธรรมชาติหนึ่งขึ้นมากะเทาะออกทันที ยุติอารมณ์ตระหนี่ทันที ผู้ที่ตระหนี่จะเกิดเป็นเปรต หากมีการให้ทานจะไม่กลายเป็นเปรต หากมีอารมณ์ขัดเคืองทำให้เกิดสัญญา คิดทำร้าย จิตที่เป็นโทสะ อาบฝังในสัญญา คิดทำร้ายคนอื่น ถ้าร่างกายใกล้ดับ จิตนั้นจะยึดติดทันที ทำให้เกิดเป็นสิ่งนั้น แต่พระที่อยู่ขั้นโสดาบันจะไม่มีการยึดติด ปิดอบายภูมิทั้ง ๔ เพราะฉะนั้น อย่าประมาท ทำความเห็นให้ตรง พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องต้นของกุศลกรรมทั้งหมด อวิชชา เป็นเบื้องต้นของอกุศลกรรมทั้งหมด การมีสติปัญญา การรักษากายใจให้ตรง ทำให้เกิดอินทรีสังวรเกิดขึ้น เจตนาที่ผิดจะหลุดพ้นออกไป จิตจึงเป็นปกติ การถือศีลของพระโสดาบัน ท่านปฏิบัติมานาน เป็นศีลที่สำรอกกิเลสแล้ว เป็นผู้รู้ ผู้เห็น แต่จิตไม่ลงเล่นในอารมณ์ ในสิ่งที่ผูกขึ้น จิตนี้เป็นจิตของผู้เป็นปฐมมรรค เมื่อสัมมาสมาธิเกิดย่อมเห็นในสิ่งที่ถูกรู้ ว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของเรา จะทำให้เกิดอารมณ์ปล่อยวางในทุกสิ่ง นี่แหละคือใจที่เป็นกลาง เมื่อ เห็นความจริงในขันธ์ ๕ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นตามความเป็นจริง เห็นสิ่งที่ไม่น่ายึดมั่น ถือมั่น ปล่อยวาง เมื่อฝึกฝนไปนานๆเข้า ทำให้เกิดวิมุตติ คือการหลุดพ้น นี่คือ ทางเดินแห่งธรรม อย่าประมาท ให้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

ทาน ศีล ภาวนา จะทำให้ไปถึงพระนิพพานได้ ถ้าภายใน(จิต ) ไม่ยึดขันธ์ ๕ มาเป็นตัวกู ของกู นิสัยนั้นคือ พระนิพพาน ศีล ๕ ไม่ใช่เรื่องเล็ก อย่าประมาท ต้องรักษาให้ได้ทำให้ถึงนิพพานได้ เมื่ออุปนิสัยใจคอทำทุกสิ่งด้วยจิตที่เสียสละ ที่ท่านให้เพื่ออะไร ไม่ ใช่ท่านมาก่อสร้าง มาผูกเหล็ก มาขนดิน เทปูน สิ่งที่ต้องการคือ สติ ตัวตั้งมั่นคือ สมาธิ ถ้าปัญญาเข้าใจถึงเหตุ ศรัทธาเชื่อมั่นทำความเพียรอดทน เราต้องการตรงนี้ต่างหาก เมื่อทำการวิจัยกายใจ นิสัยที่มีสติปัญญาย่อมเห็นกายใจว่าเป็นอย่างไร ส่วนที่ให้เสียสละ คือทาน แต่หากเจริญสติ พิจารณาจะพบว่าบารมีเกิดขึ้นแล้ว ขอให้แต่ละคนทำความเห็นให้ถูกให้ตรง จะเป็นการสร้างบุญบารมีนั่นเอง

พระพุทธเจ้าตรัสว่า สังขารทั้งหมดที่เกิดมา ย่อมเสื่อมไป เธอจึงยังประโยชน์นั้นให้ถึงพระธรรมด้วยเถิด เราเกิดมามีมนุษย์สมบัติ คือมีครบ ๓๒ ประการ ถือว่าเป็นบุญแล้ว พระพุทธเจ้าบำเพ็ญเพียร สร้างบารมีหลายอสงไขย การเกิดเป็นพระพุทธเจ้านั้นหาได้ยาก ธรรมะที่ถ่ายทอดมาโดยพระพุทธเจ้าที่จะเกิดขึ้นก็เกิดได้ยาก การที่เคยได้เจอ ได้ยินพระสัจธรรม เป็นสิ่งที่หาได้ยาก เพราะธรรมะจะเกิดได้ต้องบำเพ็ญเพียรถึง ๒๐ อสงไขย แสนมหากัปป์ จึงเป็นสิ่งที่เตือนพุทธบริษัทว่า เมื่อยากที่จะพบเช่นนั้น ทำไมเราจึงปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป ต้องขบคิดพิจารณาให้เข้าใจ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อไฟจะไหม้บ้าน ให้รีบขนสมบัติออกจากบ้าน ไฟ หมายถึง ลมหายใจ จึงต้องขนสิ่งที่ไม่ดีออกจากใจให้หมด เพื่อให้เกิดทานบารมีขึ้น เมื่อทุกคนเกิดมาทุกคนไม่มีอะไรแม้แต่ผ้าอ้อม ต้องขวนขวายหาทุกอย่าง เมื่อมีสมบัติมาทำประโยชน์แล้ว ให้บริจาคทานเพื่อสร้างสมบัติภายในหรือ อริยทรัพย์ ดังคำกล่าวว่า ผู้ใดยังประโยชน์แก่ผู้อื่น เท่ากับทำประโยชน์แก่ตนเอง ผู้ใดยังโทษแก่ผู้อื่น เท่ากับให้โทษแก่ตนเอง

การทานทุกอย่างถึงพระนิพพาน จิตที่เป็นอารมณ์ ทานขันธ์ ๕ เรียกว่าจาคะ เมื่อทานจนเป็นนิสัย เสียสละวัตถุธรรมภายนอกแล้ว จะเป็นการอบรมบ่มจิตใจ ซึ่งอาจจะให้ทานทุกอย่างได้ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ขอให้ทำให้เกิดประโยชน์ในเบื้องหน้า ไม่ใช่จะทิ้งเฉยๆ ถ้าเราไม่รีบทำการทำทานต่างๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าประมาทการให้ทานสิ่งเล็กน้อย อย่าประมาทในสิ่งเล็กน้อย เพราะสิ่งนี้จะเป็นเหตุ ปัจจัยในภายภาคหน้า ผู้มีปัญญาจึงยังแต่ประโยชน์ เราทำความสะอาดร่างกายตลอด แต่ใจเราล่ะ ทำไม ต้องเอาสิ่งสกปรกเข้ามา ทำไมไม่ล้างใจออกไป สิ่งใดที่เป็นโทษให้เอาออก โดยการภาวนา ใจที่ผ่องใส ไม่เอาโทษเข้าไป เอาแต่ประโยชน์ จิตของเราเหมือนเสาสัญญาณรับมือถือ รับทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี จิตจะพิจารณารับแต่สิ่งที่ดี ทำความเห็นให้ถูกให้ตรง จะดีที่สุด

ที่มา : http://larndham.org/index.php?showtopic=30698&st=243

-------------------

“อวิชชาปกปิดความจริงของขันธ์ ๕”
๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๒ เทศน์ที่เมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย
พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ สถานปฏิบัติธรรมป่าวิเวกสิกขาราม อ.พล จ.ขอนแก่น

นั่นล่ะความคิดมันจะเป็นของเราได้อย่างไร มันไม่ใช่ของเรา ทีนี้เรื่องภายนอกล่ะ มันคิดอย่างนี้ อย่างคิดถึงลิเวอร์พูลอย่างนี่ ลิเวอร์พูลก็ไม่มีอยู่ในความคิด ถ้ามีอยู่ในความคิดเอาสนามลิเวอร์พูลมาใส่มันต้องระเบิดตัวมันระเบิด แค่นี้ก็เป็นตัวจับเท็จให้เห็นแล้ว มันหลงสมมติอยู่ตรงนี้ นี่ตัวสมมติมันหลง มันหลงสมมติเฉยๆ มันไม่มี เมื่อลิเวอร์พูลไม่มีมันก็ว่าง เมื่อมันไม่มีมันก็ไม่มีอะไรที่จะไปสืบต่อเพื่อยินดียินร้าย แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไปตั้งว่าลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ฉันชอบ เพราะมันไม่มี ไม่มีจะไปเอาอะไรกับมัน ไปตั้งอยู่ตรงไหน ของมันไม่มีมันก็ไม่มีที่ตั้ง เหตุนั้นการที่เราไปตั้งไว้ การที่เราไปคิดว่ามันมีจริงมีจังในความคิดความรู้นั้น นั่นเป็นความเห็นผิดทั้งหมดเลย เป็นอวิชชาหมดเลย เพราะรู้ไม่จริง รู้อยู่แต่มันไม่จริง มันรู้แบบอวิชชานั้นล่ะ เหตุนั้นทีนี้ความคิด เมื่อเรื่องที่ยินดีมันก็อยากได้เป็นภวตัณหา เรื่องที่ไม่ยินดีน่ายินร้ายมันก็อยากผลักไสเป็นวิภวตัณหา ภวตัณหาวิภวตัณหาเพื่ออะไร คือเพื่อจิตที่มันรู้ขึ้นมา เพื่อความรู้นั่นล่ะ เพราะมันยึดความรู้นั่นเองเป็นของเราเป็นเราเป็นตัวตนของเรานั่นเอง นี่ล่ะคือความหลง ทีนี้ความรู้นั่นน่ะมันเป็นกลาง มันไม่ใช่ของเรา เพราะอะไร เพราะเวลามันรู้ดีมันก็รู้ มันไม่เลือกรู้แต่ดี รู้ไม่ดีมันก็รู้ มันไม่ได้เลือกรู้แต่ดี ทั้งรู้ดีรู้ไม่ดีมันรู้ทั้งคู่ มันไม่เลือกที่รักมักที่ชัง มันไม่มีอคติ นั่นล่ะมันเป็นกลาง มันเป็นกลางมันก็ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่ของเราด้วย แล้วที่มันไปสำคัญอยากรู้ดีรู้ไม่ดีก็อยากผลักไส มันก็เลยเป็นความเห็นผิดอันหนึ่ง ที่หลงสำคัญรู้นั่นล่ะเป็นตัวตนขึ้นมา ฐานะมันกลาง สัจธรรมมันเป็นกลาง นี่อวิชชาเพราะรู้ไม่จริง เพราะฉะนั้นน่ะความรู้นี่มันไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ก็เป็นกลางนั่นเอง เมื่อมันเป็นกลางก็ยอมรับมันซะ ยอมรับความจริงของมันซะ มันจึงเห็นว่า ไอ้ที่มันภวตัณหาวิภวตัณหามันก็ของหลอก เพราะมันไปเห็นว่ามันมี มันมีจริงโดยสมมติต่างหาก มันไม่ได้มีจริงๆโดยสัจธรรม มันไปหลงตามสมมติต่างหาก นี่ล่ะมันหลงสมมติอยู่ มันจึงไม่รอบในสมมติตัวนี้ ถ้ามันแจ้งในสมมติตัวนี้มันก็วางหมด มันก็เลยรูปสักแต่ว่ารูป เวทนาสักแต่ว่าเวทนา สัญญาสักแต่ว่าสัญญา สังขารสักแต่ว่าสังขาร วิญญาณสักแต่ว่าวิญญาณ ไม่ใช่ของเราไม่ใช่เราไม่ใช่ตัวตนของเรา ก็ปล่อยเขาไปตามสภาพของเขา ตามที่เขาจะเป็นเขาจะอย่างไรเถิด ปล่อยเขาไปตามหน้าที่ของเขา จึงไม่มีใครไปลักขโมยของใคร จึงไม่มีใครไปบังคับใคร ต่างคนต่างทำหน้าที่เหมือนในบริษัทนี่ เหมือนที่บริษัทอยู่ในออสเตรเลียไม่มีเจ้าของน่ะ บริษัทที่ไม่มีเจ้าของเป็นของรัฐ ต่างคนก็ต่างทำหน้าที่กันไป งานก็เลยดำเนินไปได้ ไม่มีใครบังคับใคร ต่างคนต่างรู้หน้าที่ของตนเอง ก็ทำหน้าที่กันไป ต่างคนต่างทำหน้าที่ไป เลยธรรมะเป็นหน้าที่ นั้นพิจารณามันบ่อยๆ มันไปหลงเกี่ยวข้องตรงไหน ก็พิจารณาสิ่งที่มันไปเกี่ยวข้อง พิจารณาตัวที่มันไปเกี่ยวข้องด้วย มันเป็นเช่นนั้น เหตุนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัส แม้แต่รูปที่เห็นขณะนี้ท่านก็ไม่ได้เห็น ก็ไม่มี คำพูดคำนี้น่าคิดมากเลยนะ เมื่อมันไม่มีอะไรสักอย่าง มันก็เลยไม่มีอุปาทานที่จะตั้งอยู่ เอาความจริงมันเข้าไปหมดทุกส่วนแล้ว มันจะมีตรงไหนที่จะไปหลงมัน ที่มันหลงอยู่ เพราะมันไม่เห็นความจริงของสิ่งนั้น เมื่อมันไม่เห็นความจริงของสิ่งนั้น มันก็เลยสำคัญว่ามันเป็นอย่างนั้น มันต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อมันสำคัญอย่างนั้นก็เลยอุปาทานเกิด ความเป็นตัวตนก็เกิดอยู่ตรงนี้ ความรู้ที่เป็นตัวตนก็เกิด ความรู้ที่เป็นตัวตนเกิด นามรูปก็เกิด เมื่อวิชชาความรู้ที่ถูกต้องเห็นความจริงของสิ่งนั้นเกิด ความรู้ที่เป็นวิชชาก็เกิด ความรู้ที่เป็นอวิชชาก็ไม่เกิด นามรูปก็ไม่เกิด เพราะมันเห็นแต่ความว่างเปล่าไม่มีอะไรในนั้นเลย มันเห็นแต่เรื่องของขันธ์ห้าเขาทำหน้าที่ของเขา ต่างอันต่างทำหน้าที่ของกันและกันเฉยๆ ไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร ความรู้ภายนอกอันตรายถ้าไปติดยึด ถ้าปล่อยวางรู้แล้วละก็ผ่านไป เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้เราพ้นทุกข์ สิ่งที่ช่วยให้เราพ้นทุกข์คือ การวิจัยขันธ์ห้าแล้ววางขันธ์ห้า ของทุกอย่างในโลก ไม่ว่าข้างนอกหรือข้างในเกิดแล้วก็ดับหมด เป็นอนัตตาเสมอกันหมด แต่ก็ทำหน้าที่ไปถ้ามีโอกาส ถ้าไปสัมพันธ์อะไรก็แล้วแต่วิถีมัน ทำหน้าที่แล้วก็จบก็ดับไปทิ้งไป.

ที่มา http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=26962

สะออนคนขอนแก่น: 
คนดีศรีเมืองพล: 
เมืองพล: