บดินทร์ ไมตรีแพน

'บดินทร์ ไมตรีแพน' ครูประชาบาลสู่มืออาชีพในต่างแดน

การใช้ชีวิตในต่างแดนเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่เมื่อต้องเข้าไปบริหารธุรกิจบริษัทข้ามชาติในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว ที่มีมูลค่าการลงทุนหลายพันล้านบาท อดีตครูประชาบาลอย่าง "บดินทร์ ไมตรีแพน" หนุ่มใหญ่ชาวอีสาน ต้องใช้เวลาในการสั่งสมประสบการณ์ทางธุรกิจในหลายประเทศหลายสิบปี กว่าที่จะขึ้นมานั่งตำแหน่งที่ปรึกษานโยบายและการวางแผน บริษัทแดนสวรรค์วูด จำกัด ในเครือของลาวซูเอี๋ยนพัฒนา (Lao Susyuen) ซึ่งเป็นกลุ่มร่วมทุนระหว่างรัฐบาล สปป.ลาว กับนักธุรกิจมาเลเซีย

"บดินทร์" วัยกว่า 40 ปี ชาวขอนแก่นโดยกำเนิด ไม่ได้ตั้งใจเข้ามาอยู่ในแวดวงนักธุรกิจ แต่เหมือนถูกลิขิตให้ต้องระหกระเหินจากบ้านเกิด ที่อำเภอพล เข้าเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในเมืองกรุง ตามการผลักดันของผู้เป็นพ่อ ที่มองว่า

"ความรู้จะติดตัวไปจนตาย แม้จะร่ำเรียนในโรงเรียนวัด แต่ก็เป็นฟูมพักทั้งนิสัยใจคอ และระเบียบวินัยของชีวิต"

"บดินทร์" อาศัยอยู่ในวัดแห่งนี้ จนสำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัติสูง ที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ก่อนจะมุ่งหน้ากลับดินแดนภาคอีสานอีกครั้ง

และสอบบรรจุเข้ารับราชการครูที่โรงเรียนบ้านห้วยโป่ง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ สอนอยู่ได้ 4 ปี จึงย้ายไปสอนที่โรงเรียนบ้านสาวะถี ซึ่งเป็นโรงเรียนในจังหวัดบ้านเกิด

ด้วยความเป็นคนใฝ่เรียน เมื่อมีโอกาส "บดินทร์" จึงหาความรู้เพิ่มเติมโดยเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี คณะคุรุศาสตร์ ที่วิทยาลัยครูเลยในสมัยนั้น แต่ก็ต้องมาพบกับความพลิกผันในชีวิต เมื่อตัดสินใจทิ้งอาชีพพ่อพิมพ์ของชาติ เดินทางไปยังต่างบ้านต่างเมืองเป็นครั้งแรก เพื่อไปขุดทองในประเทศอิรัก โดยไปเป็นโฟร์แมนคุมงานก่อสร้างเขื่อนอยู่ที่เมืองโมซูล ติดชายแดนประเทศตุรกี

ที่นั่น เขาต้องดูแลชีวิตคนงานจาก 32 ประเทศ แต่ด้วยความที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี และสามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่าง

ความที่เป็นคนใฝ่รู้ใฝ่เรียนมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ศักยภาพทางด้านความคิด และความสามารถไม่มีข้อจำกัด เขาสามารถเป็นเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานได้ และในเวทีต่างแดนครั้งนี้ได้ได้สอนให้เขารู้จักวิธีปกครองคนที่มาจากหลาย เชื้อชาติ แม้จะเป็นเวลาแค่ 1 ปี แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องเลือกไปประเทศอื่น เพราะสถานการณ์สู้รบเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

นักขุดทองแดนไกล
"บดินทร์" เล่าว่า เมื่อเดินหน้าแล้ว ย่อมไม่ถอยหลังกลับ เขาจึงตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่เมื่อไม่มีเงิน จึงเบนเข็มไปรับจ้างทำงานในร้านอาหาร
"ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น 8 ปี ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด แต่ละวันจะมีเวลานอนเพียง 4 ชั่วโมงต่อคืน เพราะค่าครองชีพสูงทุกอย่าง"

ความที่เป็นคนหนักเบาเอาสู้ "บดินทร์" ไม่ได้หยุดแค่การรับจ้างแลกเงินเป็นวันๆ แต่ได้เรียนรู้การทำอาหารญี่ปุ่น และเริ่มหาช่องทางเปิดร้านของชำในเมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น กระทั่งมีทำเล จึงเริ่มสั่งสินค้าจากเมืองไทยมาขาย และใช้การบริการส่งตรงถึงบ้านให้กับลูกค้าในระแวกนั้น

กระทั่งผ่านไปหลายปี มีเงินเก็บก้อนหนึ่ง จึงตัดสินใจเดินทางไปประเทศแคนาดา เพราะมองว่าเป็นแหล่งที่สามารถขยับขยายการทำธุรกิจได้

?ที่ประเทศแคนนาดาลูกค้าชื่นชอบรสชาติผลไม้ไทยมาก เราสั่งผลไม้จากเมืองไทยไปขาย จัดเป็นเทศกาลไทยเฟสติวัลที่ห้างเยาฮันเซนเตอร์ เมืองแวนคูเวอร์ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี การทำธุรกิจที่นี่เติบโตไปอย่างรวดเร็วค้าขายคล่องกว่าที่ญี่ปุ่นมาก และใช้เวลาที่นั่นนานถึง 4 ปีเต็ม"

บุกถิ่นประเทศเพื่อนบ้าน
ชีวิต ในต่างแดนไม่ได้ราบรื่น แต่กลับมีอุปสรรคอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายเขาตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตในบ้านเกิด เพื่อดูแลครอบครัว แต่ดูเหมือนไม่สมหวัง เมื่อสนใจอยากทำธุรกิจค้าไม้ใน สปป.ลาว ประเทศเพื่อนบ้านนั่นเอง

"ครั้งแรกได้สัมปทานตัดไม้หน้าเขื่อนน้ำงึม 1 ใน สปป.ลาว ก่อนที่จะทำการสร้างเขื่อน หลังจากนั้นก็ได้สัมปทาน ตัดไม้ในแนวก่อสร้างถนนระยะทาง 160 กิโลเมตร ระหว่างนั้นได้ติดต่อธุรกิจกับกลุ่มบริษัทแดนสวรรค์ ซึ่งเป็นของชาวมาเลเซีย ที่เข้ามาลงทุนในประเทศลาวอยู่ก่อนแล้ว ทำธุรกิจร่วมกันอยู่พักหนึ่งทางเจ้าของบริษัทเห็นว่าเราผ่านงานมาหลายอย่าง และอาจจะมองเห็นอะไรบางอย่างในตัวเรา เลยชวนเข้ามาบริหารงานในด้านงานไม้ทั้งระบบ"

การทำงานกับบริษัทข้ามชาติในต่างแดน เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ระยะเวลาที่เข้ามาบริหารงานใน สปป.ลาวกว่า 6 ปี ต้องเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นถึงจะอยู่รอดได้

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
เรื่อง: พงศ์มนัส ทาศิริ

สะออนคนขอนแก่น: 
คนดีศรีเมืองพล: 
เมืองพล: